วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2561




เปล้าน้อย
ชื่อวิทยาศาสตร์ Croton stellatopilosus H.Ohba
ชื่อวงศ์  EUPHORBIACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
     ไม้พุ่ม ใบเดี่ยว รูปไข่กลับ เรียงเวียนรอบกิ่ง ดอกช่อ สีขาวนวลหรือเหลือง อมเขียว ผลมี 3 พลู เมื่อแก่แตก
สรรพคุณ
     เปลือกและใบ  แก้ท้องเสีย รักษาแผลในกระเพราะอาหารและลำไส้ แก้ท้องอืด
     แก่น แก้ช้ำใน บำรุงโลหิตประจำเดือน
     เปลือก ช่วยย่อยอาหารและแก้ท้องเสีย
     ดอก ขับพยาธิ
ตำรับยา/วิธรการใช้
     ยารักษาโรคกระเพราะ รากและใบเปล้าน้อย 2 ส่วน ชะเอมไทย 1 ส่วน อบเชย 1 ส่วน อย่างละเท่ากัน ต้มน้ำพอตัวยาออก กินครั้งละ 1 แก้ว กินวันละ 2 ครั้ง หลังอาหาร

อ้างอิง






บอระเพ๊ด
ชื่อวิทยาศาสตร์ Tinospora cripa(L') Miers ex
                           Hook.f.&Thomson
ชื่ิอวงศ์  MENISPERMACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
     ไม้เถา ลำต้นมีปุ่มปม ใบเดี่ยว เรียงสลับ ดอกสีเหลืองอมเขียว ทุกส่วนมีรสขม
สรรพคุณ
     เถา บำรุงหัวใจ ลดน้ำตาลในเลือด รักษาโรคเบาหวาน เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ร้อนในกระหายน้ำ ช่วยเจริญอาหาร แก้ไข้ ขับเสมหะ
     ผล ขับเสมหะ
ตำรับ/วิธีใช้
     ยาบำรุงสมอง กินเถาสดครั้งละ 1 ข้อนิ้วกลาง

อ้างอิง








พิมเสนต้น
ชื่อวิทยาศาสตร์ Pogostemon cablin (Blanco) Benth.
ชื่อวงศ์  LAMIACEAE หรือ LABIATAE
ลักษณะทางพฤกษศษสตร์
     ไม้ล้มลุก มีความสูงของต้นประมาณ 30-100 เซนติเมตร ลำต้นตั้งตรงกิ่งก้านเป็นสี่เหลี่ยม โดยจะแตกกิ่งก้านสาขาบริเวณยอดต้น ทั้งต้นเมื่อนำมาขยี้ดมจะมีกลิ่นหอมฉุน และมีขนสีเหลืองปกคลุมอยู่ทั้งต้น ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตัดลำต้นปักชำ
     ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ ขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-4 เซนติเมตรและยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร ใบที่โคนต้นจะมีขนาดเล็กกว่าที่บริเวณยอดต้น แผ่นใบมีขนสีเทาอ่อนปกคลุมทั้งหน้าใบและหลังใบ โดยเฉพาะตรงส่วนของเส้นใบจะมีขนปกคลุมอยู่มาก ส่วนก้านใบยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร
     ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่งและตามซอกใบ ช่อดอกยาวประมาณ 2-8 เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-2 เซนติเมตร ดอกเป็นสีขาวอมสีม่วง ลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกยาวได้ประมาณ 6-8 มิลลิเมตร ดอกมีกลีบเลี้ยงห่อหุ้มอยู่ 4 ใบ ยาวประมาณ 8 มิลลิเมตร มีกลีบดอก 5 กลีบ มีเกสรเพศผู้ 4 ก้าน
     ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก มีขนาดเล็ก ลักษณะเป็นรูปไข่ยาว
สรรพคุณ
     ทั้งห้า ใช้เป็นยาลดไข้ แก้หวัดแดด ตัวร้อน มีน้ำมูกไหล จมูกอักเสบ ขับลม ขับลมชื้น
     ใบ  เป็นยาลดไข้ ใช้ปรุงเป็นยาเย็น แก้ไข้ทุกชนิด ช่วยถอนพิษร้อน ทำให้ความร้อนในร่างกายลดลง ขับประจำเดือน ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
     ราก รากแห้งของพิมเสนต้น เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะติดขัด
ตำรับยา/วิธีใช้
     ขับปัสสาวะ  รากต้มดื่มขับปัสสาวะ
     โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน ใช้ต้นแห้งผสมกับโกฐน้ำเต้าและสารส้มสะตุ อย่างละ 15 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำ นำมาใช้ชำระผิวหนังบริเวณที่เป็น
     แก้อาการปวดศีรษะ ตัวร้อน มีไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว ให้ใช้ยาแห้ง แปะตุ๊ก หกเหล็ง เปลือกลูกหมาก อย่างละ 10 กรัม และกิ๊กแก้ จี่โซว ชะเอม ปั่วแฮ เกาโพ๊ก และโกฐสอ อย่างละ 7 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือนำมาบดรวมกันเป็นผงทำเป็นยาเม็ดลูกกลอนรับประทาน
     ยาลดไข้ ใช้ใบปรุงเป็นยาเย็น แก้ไข้ทุกชนิด ช่วยถอนพิษร้อน ทำให้ความร้อนในร่างกายลดลง โดยมากใช้ปรุงเป็นยาเขียว ถอนพิษไข้ ยาจันทลีลา
    ยาขับประจำเดือน ประจำเดือนมาไม่ส่ำเสมอ ใช้ใบสดนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดประจำเดือน เป็นยาขับประจำเดือน หรือประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ

อ้างอิง https://medthai.com/พิมเสนต้น

ในภาพอาจจะมี ต้นพืช, สถานที่กลางแจ้ง และธรรมชาติ
มะลิ
ชื่อวิทยาสาสตร์ Jasminum Sambac(L.)
ชื่อวงศ์  OLEACEAE
ลักษณะทางพฤกษะศาสตร์
     ไม้พุ่มหรือไม้เถา ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ดอกช่อ สีขาม มีกลิ่นหอมแรง
สรรพคุณ
     ลำต้น แก้ไข้ แก้ฝี และแก้คัน
     ใบ รักษาแผลสด แก้ปวดท้อง แก้ตาเจ็บ รักษาโรคผิวหนัง
     ดอก ปรุงยาหอม ทำให้จิตใจชุ่มชื่น แก้ไข้ ช่วยให้นอนหลับ
ตำรับยา/วิธีใช้
     ยารักษาผดผื่นคันตามผิวหนัง ใช้ใบมะลิบดใส่ข้าวเจ้าทาแผลแก้พิษ
     ยาแก้เยื่อตาอักเสบ  ใช้รากทำเป็นยาล้างตา หรือดอกมะลิสดที่ล้างน้ำสะอาด นำมาต้มกับน้ำจนเดือดสักครู่ แล้วนำน้ำที่ได้มาใช้ล้างตาแก้ตาแดง เยื่อตาขาวอักเสบ
     ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ใช้เป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ ขับเหงื่อขับความชื้น แก้ไข้หวัดแดด (ดอกและใบ) รากใช้ฝนกับน้ำเป็นยาแก้ร้อนใน
      แก้หวัดแดด มีไข้ ให้ใช้ดอกมะลิแห้ง 3 กรัม, ใบชาเขียว 3 กรัม, เมล็ดเฉาก๊วย 9 กรัมนำมารวมกันต้มกับน้ำรับประทาน
      ยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องเสีย ใบสดประมาณ 3-6 กรัม นำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องเสีย ท้องอืดแน่น (ใบ)[1] หรือจะใช้ดอกมะลิแห้ง 3 กรัม, ใบชาเขียว 3 กรัม, เมล็ดเฉาก๊วย 9 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องเสีย
       แก้โรคบิด แก้อาการปวดท้อง ใช้ดอกสดหรือดอกแห้งประมาณ 1.5-3 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทานเป็นยาแก้โรคบิด แก้อาการปวดท้อง
      รักษาแผลพุพอง ใบสดนำมาตำใช้เป็นยาแก้โรคผิวหนัง แผลโรคผิวหนังเรื้อรัง แก้ฟกช้ำ และบาดแผล (ใบ)หรือใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียดผสมกับน้ำมันมะพร้าวใหม่ ๆ นำไปลนไฟ ใช้ทารักษาแผล ฝีพุพอง
     ยาแก้ปวด รากมีรสเผ็ดขม เป็นยาเย็น มีพิษเล็กน้อย ใช้เป็นยาชา ยาแก้ปวด ให้ใช้รากสดประมาณ 1-1.5 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทานเป็นยาแก้ปวด
  
อ้างอิง
https://medthai.com/มะลิ/



ในภาพอาจจะมี ต้นพืช และสถานที่กลางแจ้ง
กำลังเสือโคร่ง
ชื่อวิทยาศาสตร์  Strychnos axillaris Colebr.
ชื่อวงศ์  LOGANIACEAE หรือSTRYCHNACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
     จัดเป็นไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เถาขนาดใหญ่ มีลำต้นสีเขียวอมเทาถึงสีน้ำตาล หรือสีน้ำตาลอมดำ ลำต้นกลมหรือเป็นเหลี่ยม ไม่มีช่องอากาศ ลำต้นมีหนามตามง่ามใบ มีมือจับอันเดียวและมีขน สามารถพบขึ้นได้ทั่วไปตามป่าดงดิบแล้ง ป่าละเมาะ และป่าโปร่งทั่ว ๆ ไป
      มีใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน แผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปสีเหลี่ยมข้าวหลามตัดถึงค่อนข้างกลม รูปใบหอกถึงรูปไข่ โคนใบแหลมถึงตัดหรือเว้าเล็กน้อยคล้ายรูปหัวใจ ส่วนปลายใบแหลมหรือมนเป็นติ่ง ใบมีความกว้างประมาณ 1-5.8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.5-11 เซนติเมตร แผ่นใบหนาเกลี้ยง หรือมีขนสั้นตามเส้นกลางใบและตามโคนเส้นแขนงใบ มีเส้นตามยาวของใบ 3-5 เส้น ส่วนเส้นกลางใบด้านบนจะเป็นร่อง ด้านล่างนูน หูใบเป็นแนวนูนเกลี้ยง หรืออาจมีขน และก้านใบมีความประมาณ 1-10 มิลลิเมตร
      ออกดอกเป็นช่อกระจุกแยกแขนงตามง่ามใบหรือปลายกิ่ง ยาวประมาณ 5-20 มิลลิเมตร ก้านช่อดอกสั้นหรือยาวได้ถึง 9 มิลลิเมตร ดอกมีจำนวนมาก ส่วนก้านดอกยาว 0-2.5 มิลลิเมตร มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ ลักษณะคล้ายรูปไข่ถึงกลม มีความยาวประมาณ 0.9-1.7 มิลลิเมตร ด้านนอกเกลี้ยงหรือมีขน ส่วนด้านในเกลี้ยง กลีบดอกมีสีเขียวถึงสีขาว มีกลีบ 5 กลีบ ยาวประมาณ 2.3-3.6 มิลลิเมตร โคนติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก หลอดยาวกว่าแฉก 2 เท่า ด้านนอกเกลี้ยงมีขนหรือเป็นตุ่ม ๆ ส่วนด้านในมักมีขนเป็นวงอยู่ตรงปากหลอด นอกนั้นเกลี้ยง แฉกหนา มีเกสรตัวผู้อยู่ 5 ก้าน ติดอยู่ใกล้ปากหลอด ยาวยื่นออกมาพ้นปากหลอด ก้านเกสรมีความยาวประมาณ 0.2-0.6 มิลลิเมตร ส่วนอับเรณูเป็นรูปไข่ มีความยาวประมาณ 0.6-0.9 มิลลิเมตร มีขนแผง และมักมีติ่งแหลมอ่อน รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ มีอยู่ 2 ช่อง แต่ละช่องจะมีไข่อ่อนจำนวนมาก และยอดเกสรตัวเมียเป็นตุ่ม
สรรพคุณ
     แก่น บำรุงกำลัง ดับพิษร้อน แก้ปัสสาวะพิการ
     ราก แก้ฝี  แก้ริดสีดวงในลำไส้
     ใบ รักษาโรคผิวหนัง แก้อัมพฤกษ์ แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย
ตำรับยา/วิธีใช้
     แก้ฝี  ใช้รากตำพอก
     แก้เส้นเอ็นพิการ ใช้เปลือกต้น แก่น และใบ นำมาต้มดื่ม
     แก้เหน็บชา แก้เข้าข้อ ใช้เปลือกต้น แก่น และลำต้น นำมาต้มดื่มแก้อาการ
     แก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยใช้แก่นนำมาต้มเป็นน้ำดื่ม หรือจะใช้เปลือกต้น แก่น และใบ นำมาต้มดื่ม

อ้างอิง https://medthai.com



ย่านางแดง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Lysihyllum strychnifolium (Craib) A.Schmitz
ชื่อวงศ์  FABACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
     ไม้เนื้อแข็ง ยาวได้ถึง 5 เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่ปกมขนาน หูใบรูปเคียว ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่ง รูปทรงกระบอกแคบ ดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกสีแดง ผลเป็นผักรูปขอบขนาน เปลือกแข็ง
สรรพคุณ
     ลำต้นหรือราก เข้ายาบำรุงโลหิตสำหรับสตรีหลังคลอด ขณะอยู่ไฟ ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็ว
ตำรับยา/วิธีใช้
     ยากินสำหรับสตรีหลังคลอด ยากรรมเย็น รากย่านางแดง รากย่านางขาว รากครุฑน้อย รากส่องฟ้า รากน้ำนมราชสีห์ รากปีบแดง รากปีบขาว รากจำปีแดง พริกไทย ดรปลี กานพลู หัวว่านเลือด ใช้ทั้งหมดฝนรวมกัน กิน หรือบดเป็นผงปั้นเป็นลูกกลอน

อ้างอิง

ช้าพลู
ชื่อวิทยาศาสาตร์ Piper sarmentosum 
                             Roxb. Ex Hunter
ชื่อวงศ์  PIPERACEAE
ลักษณะพฤกษะศาสตร์
     ไม้ล้มลุก มีไหลออกเป็นต้นใหม่ ใบเดี่ยว เรียงสลับ ดอกช่อ รูปทรงกระบอก สีขาวนวล
สรรพคุณ
     ราก บำรุงธาตุ แก้เมื่อยขบ
     รากและลำต้น  แก้ปัสสาวะรดที่นอน
     ใบ ลดน้ำตาลในเลือด ช่วยเจริญอาหาร ทำให้เลือดลมซ่านไหลเวียนดี
     ผล  ช่วยย่อยอาหาร
     ทั้งห้า ขับเสมหะในคอ ทรวงอก ขับลม แก้ปวดท้อง
ตำรับยา/วิธีใช้
     ยาขับเสมหะบริเวณคอ ทรวงอก ใชัทั้งห้า นำมาต้มน้ำดื่ม
     ยาทำให้เลือดลมไหลเวียนดี ใช้ใบต้มน้ำกินหรือกินเป็นผัก

อ้างอิง