วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561

น้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ "น้ำฝาง"

ฝาง ชื่อสามัญ Sappan หรือ Sappan tree
ฝาง ชื่อวิทยาศาสตร์ Caesalpinia sappan L. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Biancaea sappan (L.) Tod.) จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE)
สมุนไพรฝาง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ขวาง, ฝางแดง, หนามโค้ง (แพร่), ฝางส้ม (กาญจนบุรี), ฝางเสน (ทั่วไป, กรุงเทพฯ, ภาคกลาง), ง้าย (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ลำฝาง (ลั้วะ), สะมั่วะ (เมี่ยน), โซปั้ก (จีน), ซูมู่ ซูฟังมู่ (จีนกลาง) เป็นต้น
สรรพคุณของฝาง
          1. เนื้อไม้และแก่นเป็นยาแก้ธาตุพิการ (เนื้อไม้, แก่น)
          2. เมล็ดแก่แห้งนำไปต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาโรคความดันโลหิตสูงหรืออาจบดเป็นผงกินก็ได้ (เมล็ด)
          3.เปลือกลำต้นและเนื้อไม้ สามารถนำมาใช้ต้มรับประทานเป็นยารักษาวัณโรคได้ (เปลือกต้น, เนื้อไม้)
          4. ตำรับยาบำรุงร่างกายทั้งบุรุษและสตรี แก้ประดง ระบุให้ใช้แก่นฝาง แก่นไม้แดง รากเดื่อหอมอย่างละเท่ากัน นำมาต้มกิน (แก่น)
          5. ตำรับยาบำรุงกำลังระบุให้ใช้แก่นตากแห้งผสมกับเปลือกต้นนางพญาเสือโคร่ง ตานเหลือง ข้าวหลามดง โด่ไม่รู้ล้มต้มน้ำ ม้ากระทืบโรง มะตันขอ ไม้มะดูก หัวข้าวเย็น และลำต้นฮ่อสะพายควาย ดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง แก้อาการปวดเมื่อย (แก่น) หรืออีกตำรับระบุให้ใช้แก่นฝาง กำลังช้างสาร ม้ากระทืบโรง และรากกระจ้อนเน่าอย่างละเท่ากัน นำมาต้มกับน้ำดื่ม และอีกตำรับระบุให้ใช้แก่นฝาง 1 บาท, ดอกคำไทย 2 สลึงนำมาต้มกับน้ำ 3 แก้ว เอา 1 แก้ว ใช้แบ่งกินเช้า, เย็นเป็นยาบำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย และแก้กษัย (แก่น)
          6. ตำรับยาแก้กษัยระบุให้ใช้แก่นฝาง เถาวัลย์เปรียง และรากเตยอย่างละเท่ากัน นำมาต้มกับน้ำกิน หรืออาจเติมน้ำตาลให้พอหวานเพื่อช่วยทำให้รสชาติดีขึ้นด้วยก็ได้ (แก่น)
แก่นฝางมีรสฝาด เค็ม ชุ่ม เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อหัวใจและตับ ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงโลหิตและใช้ปรุงเป็นยาบำรุงโลหิตของสตรี (แก่น)
          7. ช่วยทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก แก้เส้นเลือดอุดตัน กระจายเลือดที่อุดตัน แก้อาการหัวใจขาดเลือด ทำให้จุกเสียดแน่นและเจ็บหน้าอก (แก่น)
          8.ช่วยแก้โลหิต แก้ไข้กำเดา แก้กำเดา ทำให้โลหิตเย็น (แก่น)
แก่นใช้เป็นยาแก้ไข้หวัด ไข้ตัวร้อน (แก่น) ตำรับยาแก้ไข้ตัวร้อน ระบุให้ใช้แก่นฝาง 70 กรัม, ผงโกฐน้ำเต้า 30 กรัม, และน้ำประสานทองบดเป็นผง 15 กรัม นำมารวมกันต้มให้เป็นน้ำเหลวแล้วเติมเหล้าเข้าผสม ใช้กินครั้งละ 30 ซีซี วันละ 2 ครั้ง (แก่น)[7] บ้างว่าใช้แก้ไข้สัมประชวรได้ด้วย (แก่น)[14]
          9. ตำรับยาแก้ไข้ทับระดูระบุให้ใช้ฝางเสน เกสรบัวหลวง แก่นสน รากลำเจียก รากมะพร้าว รากมะนาว รากเท้ายายม่อม รากย่านาง ดอกบุนนาค ดอกมะลิ ดอกพิกุล ดอกสารภี จันทน์ขาว จันทน์แดง สักขี อย่างละ 1 บาท นำมาบดให้เป็นผงชงกับน้ำร้อน ใช้จิบครั้งละ 1 ช้อนชา โดยให้จิบบ่อย ๆ จนกว่าไข้จะสงบ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[19]
         10. น้ำต้มแก่นฝางช่วยแก้อาการร้อนใน แก้กระหายน้ำได้ดี (แก่น) เนื้อไม้มีสรรพคุณแก้ร้อนใน (เนื้อไม้)
         11. ช่วยแก้โรคหืดหอบได้ด้วย (แก่น) ตามตำรับยาระบุให้ใช้แก่นฝางเสน, แก่นแสมสาร, เถาวัลย์เปรียง, ใบมะคำไก่ อย่างละ 2 บาท 2 สลึง ใส่น้ำพอท่วมยา แล้วต้มให้เดือด 10 นาที นำมากินต่างน้ำให้หมดภายในวันนั้น พอวันต่อมาให้เติมน้ำเท่าเดิม ต้มเดือด 5 นาทีแล้วกินเหมือนวันแรก ต้มกินจนยาจืดประมาณ 5 วัน แล้วค่อยเปลี่ยนยาใหม่ โดยให้ต้มกินไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหาย (แก่น)
ช่วยแก้ปอดพิการ (แก่น)
          12. ช่วยแก้อาการท้องร่วง ท้องเดิน ใช้ฝาดสมานโรคท้องร่วง ตำรายาไทยระบุให้ใช้แก่นฝางหนัก 3-9 กรัม นำมาต้มกับน้ำ 500 มิลลิเมตร แล้วเคี่ยวให้เหลือครึ่งหนึ่ง ใช้ดื่มเป็นยาแก้ท้องร่วง หรือจะใช้ฝาง 1 ส่วนต่อน้ำ 20 ส่วน นำไปต้มเคี่ยว 15 นาที ใช้รับประทานครั้งละ 2-4 ช้อนโต๊ะหรือ 4-8 ช้อนแกงก็ได้เช่นกัน (เนื้อไม้, แก่น) ส่วนน้ำมันหอมระเหยมีสรรพคุณเป็นยาสมานอย่างอ่อน แก้อาการท้องเดิน (น้ำมันระเหย)
           13. ช่วยแก้บิด (แก่น)
           14. ใช้เป็นยาสมานลำไส้ (แก่น)
           15. แก่นนำมาต้มกินเป็นยารักษาโรคนิ่วร่วมกับแก่นต้นคูน รากมะเดือยหิน หญ้าถอดปล้อง และใบสับปะรด (แก่น)
           16. ช่วยแก้ปัสสาวะขุ่นข้น ด้วยการใช้แก่นฝาง เถาวัลย์เปรียง และรากเตย อย่างละเท่ากัน นำมาต้มกับน้ำกิน หรืออาจเติมน้ำตาลให้พอหวานเพื่อช่วยทำให้รสชาติดีขึ้นด้วยก็ได้ (แก่น) 
           18. ช่วยแก้โลหิตออกทางทวารหนักและทวารเบา ช่วยแก้โลหิตตกหนัก (เนื้อไม้, แก่น)
ฝางนิยมใช้เข้าตำรับยาบำรุงโลหิต ฟอกโลหิตในกลุ่มยาสตรี เนื่องจากช่วยทำให้เลือดดี เช่น ช่วยขับโลหิตระดูของสตรี ด้วยการใช้ฝางเสนหนัก 4 บาทและแก่นขี้เหล็ก 2 บาท นำมาต้มกินก่อนประจำเดือนจำมา จะช่วยทำให้ประจำเดือนไม่เน่าเสียและมาสม่ำเสมอ ช่วยแก้พิษโลหิตร้าย เป็นยาขับประจำเดือน และบำรุงโลหิต (แก่น)
           19. ใช้เป็นยาฝาดสมานและรักษาแผล (เปลือกต้น, เนื้อไม้) 
            20.แก่นฝางนำมาฝนกับน้ำใช้เป็นยาทารักษาโรคผิวหนังบางชนิดและฆ่าเชื้อโรคได้ (แก่น)
            21. ตำรายาพระโอสถพระนารายณ์เป็นตำรับยาที่ใช้แก้ความผิดปกติของอาโปธาตุหรือธาตุน้ำ โดยประกอบไปด้วยเครื่องยา 2 สิ่ง คือ ฝางเสนและเปลือกมะขามป้อมอย่างละเท่ากัน นำมาต้มกับน้ำ 4 ส่วนให้เหลือ 1 ส่วน ใช้กินเป็นยาแก้อาการท้องเสียอย่างแรงและเป็นยาแก้บิด (แก่น)
             นอกจากนี้ยังใช้ฝางในการรักษาโรคอีกหลายชนิด เช่น โรคประดง โรคไต ไข้หวัด แก้ไอ หอบหืด ขับปัสสาวะ และฝางยังเป็นสมุนไพรที่ปรากฏอยู่ในตำรับยาโบราณมากที่สุดชนิดหนึ่ง เช่น ยาหอมอินทจักร ยาจันทลีลา อยู่ในตำรับยาบำรุงโลหิตต่าง ๆ รวมไปถึงตำรับยาบำรุงโลหิตของสตรีจะขาดฝางเสียไม่ได้
ข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรฝาง
         ฝางมีฤทธิ์เป็นยาขับประจำเดือน ยับยั้งการแข็งตัวของเลือด จึงไม่ควรนำไปใช้กับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์น้ำฝาง เครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพ บำรุงโลหิต แก้ร้อนใน กระหายน้ำ
วัตถุดิบ   แก่นฝาง, มะนาว, ใบเตย
วิธีทำ      นำไปต้มกับใบเตย ใส่น้ำตาล ใส่น้ำแข็ง บีบมะนาวตามใจชอบ

อ้างอิงจาก https://medthai.com/ฝาง/

วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2561


"เผาเครื่องยาร้อน"
ศาสตร์หัตถการ"เผาเครื่องยาร้อน"ในการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์แผนไทย
โดย อาจารย์คมสัน ทินกร ณ อยุธยา (พท.ภ/พท.ว)
ลูกศิษย์มิได้มีเจตนาอื่นแอบแฝงขอนำมาเผยแพร่ เพื่อให้ความรู้นี้อยู่คู่ประเทศไทยสืบไป... 
             ศาสตร์การเผาเครื่องยาร้อนมีมาแต่นานเท่าใดไม่มีหลักฐานเอกสารปรากฎชัดเจน แต่ทำสืบกันมาโดยมากในกลุ่มหมอเมืองพื้นบ้านทางภาคเหนือของประเทศไทยเช่นเชียงใหม่,เชียงรายเป็นต้น ทางภาคเหนือของประเทศนั้นอยู่ในเขตสมุฏฐานเตโช ใกล้กับแสงพระอาทิตย์มากกว่าทางที่ราบลุ่มและมักมีอากาศหนาวเย็นมากกว่าอีกด้วย จึงมักใช้ความร้อนจากการเผายาเพื่อกระจายกองลมที่อัดอั้นอยู่ตรงบริเวณที่มีอาการ และเพื่อจุดไฟธาตุยามอากาศเข้าหนาวเข้าเย็นเป็นภูมิรู้คิดที่ประดิษฐ์ขึ้นให้ถูกกับอาการอันเกิดแต่สภาพภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศ
            หัตถการเผาเครื่องยาร้อนใช้กับอาการหนาวเนื้อเข้ากระดูก,ลมเหน็บชาตะคริว,ลดอาการขัดแข้งขัดขาปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว,ช่วยจุดไฟธาตุในการย่อยอาหาร,ช่วยลดอาการท้องอืดเฟ้อเรอเปรี้ยว,ช่วยบรรเทาอาการลมเสียดเข้าสะโพก,ปวดหลัง,ปวดเจ็บที่หัวเข่า ฯลฯ กลไกการบำบัดนั้นใช้ความร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะสมร่วมกับเครื่องยาที่มีรสร้อนเข้าไปบำบัดตรงบริเวณที่เกิดอาการตรงๆ ในศาสตร์วิชานั้นก็เพื่อกระจายเสียซึ่งกองลมที่พัดพาไหลเวียนไม่สะดวกนั้นให้เคลื่อนไปทำให้โลหิตเข้าไปหล่อเลี้ยงได้ดียิ่งขึ้นตลอดถึงทำให้ธาตุดินในบริเวณนั้นอ่อนตัวลงที่ตึงขมึงอยู่จะผ่อนตาม
           การหัตถการนี้กระทำโดยผู้ผ่านการฝึกฝนผ่านการเรียนรู้จากครูบาอาจารย์มาแล้วเท่านั้น และมักกระทำโดยหมอมิใช่ผู้อื่นใดจะกระทำได้เป็นทั่วไป ถ้าผู้อื่นกระทำแทนต้องอยู่ในความดูแลของหมอตลอดการปฎิบัติหัตถการนั้น เหตุเพราะต้องใช้ไฟในการหัตถการจำต้องมีความระวังไว้เป็นพื้นฐานซึ่งถ้าปฎิบัติอย่างระมัดระวังไม่ประมาทแล้วไซร้หัตถการนี้มีคุณเพื่อการบำบัดยิ่งนัก
           ก่อนที่จะใช้หัตถการนี้หมอจะทำการตรวจวินิจฉัยเสียก่อน หากมีความร้อนภายในมากจะไม่กระทำ แลหากมีอาการปวดหัว,ตัวร้อน,มึนเวียนศรีษะ,หน้ามืดตาลาย หมอจะใช้หัตถการฝั่งด้านเย็นแทนฝั่งด้านร้อนเช่นการเผายาเป็นต้น เพราะจะยิ่งมีความร้อนเพิ่มขึ้นไปอีกทำให้เกิดกองลมซ้ำเข้าไปไม่ควร แต่หากหลังจากวินิจฉัยแล้วว่าทำหัตถการนี้เหมาะควรหมอจะนวดบริเวณที่มีอาการเสียก่อนเสมือนการกระตุ้นจากนั้นจะนำผ้าชุบน้ำบิดแล้ววงล้อมบริเวณที่จะหัตถการนั้น นำเครื่องยาอันประกอบด้วยเครื่องยารสร้อนอาทิ เหง้าไพล,เหง้ากระทือ,เหง้าขิง,เหง้าข่า,เหง้าขมิ้น,เหง้าตะไคร้ ลงสระในวงที่ทำไว้เบื้องต้น จากนั้นโรยผงเกลือแกงเพื่อนำยาและความร้อนผ่านผิวหนังลงไปภายใน นำผ้าชุบน้ำอีกผืนหนึ่งคลุมปิดวงเครื่องยาที่สระไว้จนมิดชิด แล้วนำAL95%ราดลงแต่พอควรและจุดไฟ คนไข้จะรู้สึกเพียงแค่อุ่นๆเท่านั้นเพราะเปลวไฟอยู่เพียงผืนผ้าที่เปียกน้ำอยู่ แลยังมีชั้นเครื่องยาขวางความร้อนจากเปลวไฟนั้นอยู่อีกเป็นชั้นที่สองในขณะเดียวกันหมอจะถือผ้าชุบน้ำไว้อีกผืนเพื่อป้องกันเปลวไฟนั้นหากคนไข้แจ้งว่าร้อนพอควรแล้ว หมอจะคลุมดับไฟทันที เป็นจบขั้นตอนหัตถการเพียงนี้เท่านั้นเอง
         ต่อมาหัตถการนี้ได้เริ่มแพร่จากหมอพื้นบ้าน มีการนำไปใช้ร่วมกับหัตถการชนิดอื่นๆของแพทย์แผนไทยโดยทั่วไปทุกภูมิภาคของประเทศ เกิดการพัฒนาเป็นรูปแบบที่ปลอดภัยยิ่งมีการกำหนดสูตรตำรับของเครื่องยา มีการตวงใช้ปริมาณของAlอย่างมาตราฐาน เช่นในการเผายาครั้งที่หนึ่งประมาณ 80-100 cc. ครั้งที่สองประมาณ 50-70 cc. ครั้งที่สามประมาณ 30-50 cc. มีขั้นตอนการ ปฎิบัติที่รัดกุมขึ้นมีการเฝ้าระวังในระหว่างการหัตถการนี้ อันเป็นข้อบังคับในปฎิบัติหัตถการ มีข้อพึงระวังมีข้อห้ามอย่างชัดเจนรัดกุม มีการกำหนดเครื่องมืออุปกรณ์การใช้ เช่นขนาดกะละมังสแตนเลส,ขนาดของผ้าขนหนูที่ใช้,ปริมาณการใช้Alต่อครั้ง เป็นต้น
          ปัจจุบันหัตถการเผาเครื่องยาร้อนนี้มีหมอไทยในโรงพยาบาลของรัฐและสถานประกอบการของเอกชน(คลินิก)นำมาใช้เกิดเป็นผลที่ดีต่อการพยาบาลอาการไข้ซึ่งสามารถตรวจสอบและสอบถามข้อมูลเบื้องต้นได้จากแพทย์แผนไทยปฎิบัติการณ์ประจำสถานพยาบาลที่มีหัตถการนี้อยู่ทั่วประเทศ จักได้เข้าใจและแลเห็นถึงคุณประโยชน์ของหัตถการนี้ว่าหากกระทำได้อย่างถูกต้องรัดกุมแล้วนับมีค่ายิ่งที่จะผดุงรักษาสมบัติของชาติชิ้นนี้ไว้
           การหัตถการในการแพทย์แผนไทยนอกเหนือจากการนวดยังมีอีกมากมายเช่นการพอกเครื่องยาเย็น,การประคบเย็น,การชะโลมยา,การนั่งยา,การนึ่งหม้อยา,การย่างยา ฯลฯ นับเป็นนวัตกรรมในการบำบัดรักษาอย่างแยบคายและชาญฉลาดยิ่ง แต่ก็ต้องเรียนรู้ฝึกฝนทักษะในการหัตถการดังเช่นหัตถการนวดดุจเดียวกันเพื่อยังประโยชน์ในการพยาบาลไข้ตลอดจนผดุงรักษาภูมิปัญญาของชาติให้สถิตตั้งมั่นเพื่อผู้ไข้ทั้งปวงตลอดไป...


หัตถการเผายา


ตัวอย่างเครื่องยาบางส่วน


  1. ไพล บรรเทาปวด แก้เคล็ดขัดยอก
  2. ขมิ้น ลดการอักเสบ
  3. ผิวมะกรูด ช่วยขับลม กระจายลม
  4. ตะไคร้ กระจายเลือดลม
  5. ใบพลับพลึง ลดปวด บวม แก้เคล็ดขัดยอก
  6. ใบมะขาม ทำความสะอาดผิว
  7. ใบส้มป่อย ลดการอักเสบ