วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561

ขัดมอนใบเรียว
 
ชื่อวิทยาศาสตร์  Sida acuta Burm.f. 
ชื่อวงศ์  MALVACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ 
     ไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบเดี่ยว เรียงเวียน ขอบใบจักฟันเลื่อย ดอกเดี่ยว กลีบดอกสีเหลืองสด ออกที่ง่ามใบ
สรรพคุณ
     ราก  บำรุงกระดูก แก้ปวดเมื่อย ปวดแข้งปวดขา แก้ช้ำบวมอักเสบ แก้ปวดฟัน รักษาโรคกระเพาะอาหาร รักษาโรคปอด แก้ปวดมดลูก แก้คลื่นเหียนอาเจียน ลำต้นหรือใบเป็นยาบ้วนปาก 
     ลำต้นอ่อนและใบ แก้บิด
ตำรับยา/วิธีใช้
     ยาบำรุงกระดูก แก้ปวดแข้งปวดขา รากหญ้าขัดใบมน รากหญ้าขัดฝอย รากขัดมอน ลำไม้มะดูก ต้มกิน


อ้างอิง

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561

ชะอม
ชื่อวิทยาศาสตร์  Acacia pennata (L.) Will.subsp.insuavis
                             Nielsen
ชื่อวงศ์   LEGUMINOSAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
     เป็นไม้ยืนต้นมีอายุนานหลายปี มีลำต้นสูงได้มากกว่า 5 เมตร ลำต้นแตกกิ่งน้อย ทำให้มีทรงพุ่มโปร่ง กิ่งมีขนาดเล็ก แต่ยาวได้หลายเมตร ลำต้น และกิ่งมีหนามแหลม เปลือกลำต้น และกิ่งค่อนข้างบาง เปลือกผิวเรียบ ไม่แตกสะเก็ด ผิวเปลือกมีสีเทาอมเขียว
      ใบประกอบ มีก้านใบหลัก ยาว 15-20 ซม. ก้านใบหลักแตกเป็นก้านใบย่อยเป็นคู่ๆตรงข้ามกัน 8-12 ก้าน แต่ละก้านใบย่อยประกอบด้วยใบขนาดเล็กจำนวนมาก ใบจะอยู่ตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ 15-28 คู่ ใบมีลักษณะรูปไข่ ผิวใบเรียบ ใบอ่อนมีสีเขียวสด ใบแก่มีสีเขียวเข้ม ใบบริเวณยอดอ่อนหุบพับเข้าประกบกัน ต่อมาค่อยแผ่กางออก ยอดอ่อนมีกลิ่นฉุนแรง
     ดอกเป็นช่อ แทงออกเหนือซอกใบบริเวณปลายยอด ดอกมีขนาดเล็ก สีขาว มีเกสรตัวผู้เป็นเส้นเล็กๆภายในดอก
สรรพคุณ/วิธีใช้
     ใบชะอม  ช่วยขับลม ช่วยขับเสมหะ
     เปลือกชะอม  เปลือกชะอมบดผสมกับฟ้าทะลายโจร และสะเดา ใช้รับประทาน สำหรับช่วยขับพยาธิ
เปลือกหรือลำต้นชะอมต้มน้ำกิน ช่วยเป็นยาขับลม ช่วยขับปัสสาวะ น้ำต้มจากเปลือกหรือลำต้นชะอมช่วยแก้อาหารท้องเสีย และลดอาการอาหารเป็นพิษ
     ราก  ใช้ต้มน้ำดื่ม ใช้เป็นยาขับพยาธิ น้ำต้มจากรากชะอมช่วยแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร หรือนำรากมาฝนเป็นผง ใช้ทาประคบแผล ช่วยรักษาแผลติดเชื้อ ทำให้แผลแห้งหายได้เร็วขึ้น
     บำรุงสายตาและต่อต้านอนุมูลอิสระ เนื่องจากมีวิตามินเอสูง
ข้อควรระวัง
     ชะอมมีกลิ่นฉุนแรง การรับประทานชะอมสดมักทำให้เกิดกลิ่นปากแรง
     สตรีหลังคลอดบุตรหรืออยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานชะอม เนื่องจาก ยอดชะอมมักทำให้เกิดอาการแพ้ท้องหรือเกิดอาการแสลงของสตรีที่ให้นมบุตร ซึ่งทั่วไปมักทำให้มีอาการวิงเวียนศรีษะ คลื่นไส้อาเจียน แต่จะมีอาการรุนแรงกว่าปกติ
     การรับประทานผักชะอมในหน้าฝน อาจจะมีรสเปรี้ยว กลิ่นฉุน บางครั้งอาจทำให้มีอาการปวดท้องได้ (ปกตินิยมรับประทานผักชะอมหน้าร้อน)
     กรดยูริกเป็นตัวการที่ทำให้เกิดข้ออักเสบในผู้ป่วยโรคเกาต์ ซึ่งเกิดมาจากสารพิวรีน (Purine) โดยผักชะอมนั้นก็มีสารพิวรีนในระดับปานกลางถึงระดับสูง ผู้ป่วยโรคเกาต์สามารถรับประทานได้ แต่ควรรับประทานในปริมาณที่จำกัด หากเป็นมากก็ไม่ควรรับประทาน เพราะจะทำให้ปวดกระดูกได้
     อาจพบเชื้อก่อโรคอย่างซาลโมเนลลา (Salmonella) ซึ่งเป็นเชื้อที่สามารถพบได้ทั่วไปในสภาพแวดล้อม เช่น ดิน น้ำ อากาศ เมื่อเรานำผักชะอมที่ปนเปื้อนสารชนิดนี้มาประกอบอาหารโดยไม่ล้างทำความสะอาดหลาย ๆ ครั้ง หรือไม่นำมาปรุงให้สุกก่อนรับประทาน อาจมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อชนิดนี้ได้ โดยผู้ที่ได้รับเชื้อชนิดอาจจะมีอาการท้องเสีย ปวดท้อง ถ่ายเหลวเป็นน้ำสีเขียว หรือถ่ายเป็นมูกมีเลือดปน มีไข้ เป็นต้น



อ้างอิง
http://puechkaset.com/
https://medthai.com/ชะอม/
แมงลัก
ขื่อวิทยาศาสตร์  Ocimum africanum Lour.
ชื่อวงศ์  LAMIACEAE
ลักษณะททางพฤกษศาสตร์
     ไม้ล้มลุก มีกลิ่นหอมแรง ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งปละปลายยอด กลับดอกสีขาว ผลขนาดเล็กสีดำ
สรรพคุณ
     เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ แก้ท้องอืด ท้อเฟ้อ ท้องผูก
ตำรับยา/วิธีใช้
     ยาแก้ท้องอืด นำใบมาต้มกิน
     ยาแก้ท้องผู นำเมล็ดมาแช่น้ำกิน
     ลดน้ําหนัก ตัวช่วยสำหรับผู้ที่ต้องควบคุมน้ำหนักและความอ้วน เนื่องจากเม็ดแมงลักไม่ก่อให้เกิดพลังงาน และมันสามารถพองตัวได้มากถึง 45 เท่า ! เมื่อนำมารับประทานเป็นอาหาร (ควรรับประทานแค่บางมื้อต่อวัน เพื่อป้องกันโรคขาดสารอาหาร) หรือจะรับประทานก่อนอาหารเพื่อทำให้กระเพาะไม่ว่างและรู้สึกอิ่มเป็นการช่วยควบคุมปริมาณอาหารที่รับประทานไปด้วยเป็นอย่างดี สำหรับวิธีชงเม็ดแมงลักก็คือใช้เม็ดแมงลักประมาณ 2 ช้อนชานำมาแช่น้ำ 1 แก้วใหญ่ทิ้งไว้จนพองตัวเต็ม นำมาผสมกับน้ำร้อน 1 แก้วแล้วนำมารับประทาน (หรือจะผสมกับน้ำผึ้ง น้ำสมุนไพร หรือนมก็ได้)
     สรรพคุณล้างลำไส้ ช่วยดีท็อกซ์แก้ปัญหาอุจจาระตกค้าง ซึ่งเป็นสาเหตุมาจากการเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด รับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย มีพยาธิ ระบบย่อยอาหารผิดปกติ ระบบดูดซึมเสีย และขับถ่ายไม่เป็นเวลา (ช่วงเช้า 05.00 – 07.00 น.)
      ช่วยควบคุมน้ำตาล เม็ดแมงลักเป็นอาหารที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพราะช่วยทำให้การดูดซึมของน้ำตาลลดลง เนื่องจากเม็ดแมงลักทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ช้าลงอยู่แล้ว












  อ้างอิง
https://medthai.com/แมงลัก/








ขี้เหล็ก
ชื่อวิทยาศาสตร์  Senna siamea(Lam.) lrwin&Barneby
ชื่อวงศ์  FABACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
     ไม้ต้น ใบประกอบแบบขนนก ปลายคู่ เรียงสลับ ดอกสีเหลือง ผลเป็นฝักแบนยาว
สรรพคุณ
     ราก แก้ไข้ รักษาโรคเหน็บชา
     แก่น แก้ไข้ รักษากามโรค
     ใบอ่อนและดอก ช่วยเจริญอาหาร เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้นิ่ว ขับปัสสาวะ ทำให้นอนหลับ แก้เบาหวาน
     ทั้งต้น รักษาโรคหนองใน ทำให้เส้นหย่อน
ตำรับยา/วิธีใช้
     ยาช่วยนอนหลับ ยอดต้มกินตอนเย็นจะหลับดี หรือใช้ใบและดอก ช่วยทำให้นอนหลับสบาย แก้อาการนอนไม่หลับ ผ่อนคลายความกังวล ด้วยการใช้ใบขี้เหล็กแห้ง 30 กรัม (หรือใบสด 50 กรัม) นำมาต้มกับน้ำไว้ดื่มก่อนนอน หรือจะใช้ใบอ่อนทำเป็นยาดองเหล้า โดยใส่เหล้าขาวพอท่วมยา แช่ทิ้งไว้ 7 วันและคนทุกวันให้น้ำยาสม่ำเสมอ เมื่อครบให้กรองเอากากยาออก จะได้น้ำยาดองเหล้าขี้เหล็ก แล้วนำมาดื่มครั้งละ 1-2 ช้อนชาก่อนเข้านอน
     ยาเบาหวาน ใช้ใบต้มเอาน้ำรับประทาน
     ยาช่วยระบาย ใช้ใบอ่อน 2-3 กำมือ นำมาต้มกับน้ำครึ่งถ้วย เติมเกลือเล็กน้อย ใช้ดื่มหลังตื่นนอนตอนเช้าหรือก่อนอาหารเช้า
     ยาช่วยให้เส้นเอ็นหย่อน ใชัทั้งต้น นำมาต้มดื่ม ครั้งละ 1 แก้ว (เช้า-เย็น)
     ยาแก้ไข้ ใช้รากและแก่นต้ม กินน้ำ แก้ไข้กลับซ้ำ แก้ไข้หนาว ไข้ผิดสำแดง
     แก้อาการเบื่ออาหาร ด้วยการใช้ใบขี้เหล็กแห้ง 30 กรัม (หรือใบสด 50 กรัม) นำมาต้มกับน้ำไว้ดื่มก่อนนอน หรือจะใช้ใบอ่อนทำเป็นยาดองเหล้า โดยใส่เหล้าขาวพอท่วมยา แช่ทิ้งไว้ 7 วันและคนทุกวันให้น้ำยาสม่ำเสมอ เมื่อครบให้กรองเอากากยาออก จะได้น้ำยาดองเหล้าขี้เหล็ก แล้วนำมาดื่มครั้งละ 1-2 ช้อนชาก่อนเข้านอน
     ช่วยรักษารังแค ด้วยการใช้ดอกขี้เหล็กผสมกับมะกรูดย่างไฟ 2 ลูก โดยต้องย่างให้มีรอยไหม้ที่ผิวมะกรูดด้วย ใช้ดอกขี้เหล็ก 2 ช้อนโต๊ะ พิมเสน 1 ช้อนชา นำมาปั่นผสมกันแล้วเติมน้ำปูนใส 100 cc. ปั่นจนเข้ากัน แล้วคั้นกรองเอาแต่น้ำ จากนั้นนำน้ำมันมะกอกเติมผสมเข้าไปประมาณ 60-100 cc. ผสมจนเข้ากันแล้วนำมาหมักผมทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีก่อนการสระผมทุกครั้ง จะช่วยรักษารังแคได้











อ้างอิง
https://medthai.com/ขี้เหล็ก/

น้อยหน่า
ชื่อวิทยาศาสตร์ Annona squamosa L.
ชื่อวงศ์  ANNONACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
     ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก ใบเดี่ยว เรียงสลับ ดอกสีเหลืองนวล ผลเป้นผลกลุ่ม
สรรพคุณ
     ราก เป็นยาระบาย
     เปลือก สมานบาดแผล ห้ามเลือด
     ใบ แก้ฟกบวม ฟอกฝี แผลพุพอง รักษากลากเกลื้อน เป็นยาฆ่าแมลง ฆ่าหิด เหา หรือเบื่อปลา
ตำรับยา/วิธีใช้
     ยากำจัดเหา ใช้ใบน้อยหน่า 3-4 ใบ ตำผสมเหล้า ทาให้ทั่ว เอาผ้าคลุมไว้ 10-30 นาที เอาผ้าออก เอาหวีสาง เหาจะร่วงลงมา
     ใบน้อยหน่า 1 กิโลกรัม ใบสะเดา 1 กิโลกรัม ตำหรือปั่น เติมน้ำ 3 ลิตร หมักไว้ 1 คืน กรองเอาแต่น้ำ หมักผม 1 ชั่วโมง ล้างออกและสระผมตามปกติ ทำวันเว้นวันติดต่อกัน 3 ครั้ง
     รักษากลากเกลื้อน เมล็ดน้อยหน่ามีสรรพคุณช่วยรักษากลาก เกลื้อน ด้วยการใช้เมล็ดหรือใบน้อยหน่าสดนำมาคั้นเอาน้ำ แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็น
     รักษาหิด ประโยชน์ของใบน้อยหน่า ใช้เป็นยารักษาหิด ด้วยการใช้สดหรือเมล็ดสดมาตำให้ละเอียด แล้วเติมน้ำมันพืชลงไปพอแฉะ แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นวันละ 3 รอบ จนกว่าหิดจะหาย
     ฆ่าพยาธิ  สรรพคุณของใบน้อยหน่าช่วยฆ่าพยาธิในเด็ก ด้วยการใช้ใบสดประมาณ 15 ใบนำมาต้มกับน้ำ 5 ถ้วยจนเหลือ 3 ถ้วยแล้วนำมาดื่มวันละ 3 ครั้ง
     รักษาตัวจิ๊ด ประโยชน์ของน้อยหน่าใช้เป็นยารักษาจี๊ด ด้วยการใช้เมล็ดสดประมาณ 20 เมล็ดนำมาตำให้ละเอียด แล้วใช้สารส้มขนาดเท่าหัวแม่มือใส่ในฝาละมี ตั้งไฟอ่อน ๆ เมื่อสารส้มละลายแล้ว ให้โรยผงของเมล็ดน้อยหน่าลงไปทีละน้อย คนให้เข้ากัน หลังจากนั้นใช้ไม้ป้ายยาที่กำลังร้อนแต่พอให้ผิวหนังทนได้ แล้วป้ายลงตำแหน่งที่บวม ทำวันละ 2 รอบเช้าเย็น จนกว่าจะหาย
      กำจัดเห็บหมัด เมล็ดน้อยหน่ากำจัดเห็บหมัดในสุนัข สูตรเดียวกับกำจัดเหา












อ้างอิง
https://medthai.com/น้อยหน่า/

มะรุม
ชื่อวิทยาศาสตร์  Moringa oleifera Lam.
ชื่อวงศ์  MORINGACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
       ไม้ต้น ใบประกอบแบบขนนกเรียงเวียนรอบกิ่ง ดอกช่อ สีขาวนวลแกมเหลือง ผลเป็นฝัก
สรรพคุณ
     เปลือก  ขับลมในลำไส้ พอกแผลห้ามเลือด
     ใบ ห้ามเลือด ขับน้ำตา ขับน้ำนม ทำให้นอนหลับ รักษาเลือดออกตามไรฟัน
     ดอก ขับน้ำตา บำรุงและรักษาดวงตา แก้ตามัว ขับปัสสาวะ แก้ไข้ 
     ผล  ยาบำรุงกำลัง ถอนพิษไข้ แก้ขัดเบา
ตำรับยา/วิธีใช้
     ยารักษาโรคตา ใช้ส่วนดอกปรุงเป็นอาหารรับประทาน
     รักษาโรคหูน้ำหนวก เยื้อบุหูอักเสบ ใช้น้ำมันมะรุมหยอดหู
     ยาระบาย รับประทานเมล็ดมะรุมวันละ 1 เมล็ดก่อนนอน ช่วยให้การขับถ่ายในตอนเช้าเป็นไปอย่างปกติและสม่ำเสมอ (เมื่อขับถ่ายเป็นปกติแล้วควรหยุดรับประทาน)
     น้ำมันมะรุม
     - นวดเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อตามบั้นเอวและขา
     - ใช้นวดเพื่อกระชับกล้ามเนื้อ
     - ช่วยลดอาการผื่นคันตามผิวหนังและการแพ้ผ้าอ้อมของเด็กทารก
     - ช่วยถอนพิษและลดอาการปวดบวมจากแมลงสัตว์กัดต่อย
     - ใช้รักษาเชื้อราตามผิวหนัง ศีรษะ ตามซอกเล็บ โรคน้ำกัดเท้า
     











อ้างอิง
    http://kaset-lifestyle.com/
    https://medthai.com/มะรุม/

มะเขือพวง
ชื่อวิทยาศาสตร์  Solanum torvum Sw.
ชื่อวงศ์  SOLANACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
     ไม้ล้มลุก ใบเดี่ยว เรียงสลับ ชอบในเว้าเป็นแฉก ก้านใบมีหนาม ดอกช่อ ออกที่ง่ามใบ และปลายกิ่ง
สรรพคุณ
     ผลและใบ ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยบำรุงไต ช่วยรักษาแผลในกระเพราะอาหาร
     ต้นและใบ ตำคั้นน้ำทาพอก หรือต้มน้ำอาบ แก้ชามือชาเท้า อัมพาต
ตำรับยาและวิธีใช้
     ยาช่วยย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ ใช้ลำต้นแห้งประมาณ 10-15 กรัม ต้มกินน้ำ
     ช่วยแก้พิษในร่างกาย ด้วยการนำน้ำมะขามแช่รากมะเขือพวงแล้วนำมาต้มดื่ม
     ช่วยรักษารอยเท้าแตก ด้วยการนำรากสดมาตำแล้วพอกบริเวณรอบเท้าแตก
     ช่วยแก้โรคตาปลา ด้วยการนำรากสดมาตำแล้วพอกบริเวณที่เป็นตาปลา           มะเขือพวงมีสารเพกติน (Pectin) ที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยสารนี้จะมีหน้าที่ช่วยเคลือบผิวในลำไส้ ทำให้อาหารเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ได้ช้า จึงช่วยดูดซึมแป้งและน้ำตาลที่ย่อยแล้วได้ช้าลง ทำให้ระดับของน้ำตาลในเลือดคงที่
      ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมีสารเพกทินที่ทำหน้าที่ดึงน้ำไว้ได้จำนวนมาก เพื่อเพิ่มปริมาณของอุจจาระ จึงช่วยกระตุ้นการขับถ่าย และทำให้อุจจาระนุ่ม ถ่ายง่ายขึ้นมาก
      มะเขือพวงช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร โดยมีฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากการใช้ยา แอลกอฮอล์ และความเครียด
     คุณค่าทางโภชนาการของมะเขือพวงสดต่อ 100 กรัม
     - พลังงาน 24 กิโลแคลอรี
     - คาร์โบไฮเดรต 5.7 กรัม
     - น้ำตาล 2.35 กรัม
     - เส้นใย 3.4 กรัม
     - ไขมัน 0.19 กรัม
     - โปรตีน 1.01 กรัม
     - วิตามินบี 1 0.039 มิลลิกรัม
     - วิตามินบี 2 0.037 มิลลิกรัม
     - วิตามินบี 3 0.649 มิลลิกรัม
     - วิตามินบี 5 0.281 มิลลิกรัม
     - วิตามินบี 6 0.84 มิลลิกรัม
     - วิตามินบี 9 22 ไมโครกรัม
     - วิตามินซี 2.2 มิลลิกรัม
     - ธาตุแคลเซียม 9 มิลลิกรัม
     - ธาตุเหล็ก 0.24 มิลลิกรัม
     - ธาตุแมกนีเซียม 14 มิลลิกรัม
     - ธาตุฟอสฟอรัส 25 มิลลิกรัม
     - ธาตุโพแทสเซียม 230 มิลลิกรัม
     - ธาตุสังกะสี 0.16 มิลลิกรัม
     - ธาตุแมงกานีส 0.25 มิลลิกรัม
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : เว็บไซต์หมอชาวบ้าน)











อ้างอิง
https://medthai.com/มะเขือพวง/