วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2561

ในภาพอาจจะมี ต้นพืช, สถานที่กลางแจ้ง และธรรมชาติ
การบูร
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum camphora (L.) J.Presl
ชื่อวงศ์ LAURACEAE
ลักษณะพฤกษศาสตร์
     ไม้ต้น ใบเดี่ยว เรียงสลับ ดอกสีเหลืองอ่อน ทุกส่วนมีกลิ่นหอม โดยเฉพาะรากและโคนต้น
สรรพคุณ
     เป็นยาระงับประสาท ทำให้จิตใจโล่งปลอดโปร่ง บรรเทาอาการปวดศีรษะ แก้ปวดร้าวตามเส้นประสาท ขับเสมหะ ขับลม แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ แก้อาการชัก กระตุ้นหัวใจ ฆ่าเชื้อโรคอย่างอ่อน ป้องกันแมลง แก้พิษแมลงกัดต่อย และรักษาโรคผิวหนังเรื้อรัง
ตำรับยา/วิธีใช้
     ยาแก้ท้องอืดเฟ้อ ใช้การบูรผสมอแลกแฮอล์ เป็นเหล้าการบูร บำรุงธาตุ แก้จุกแน่นเฟ้อ
     ยาบรรเทาอาการปวดศีรษะ ทำให้ตื่นตัว สูกดมน้ำมันการบูร หรือผสมกับสมุนไพรยาดม
     ช่วยขับผายลม แก้อาการจุกแน่นเฟ้อ เมื่อนำเกล็ดการบูรมารับประทานเพียงเล็กน้อย จะช่วยขับลมได้ แต่หากใช้ในปริมาณมากเกินไปจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน
     แก้ปวด แก้เคล็ดขัดยอก การบูรใช้เป็นทาถูนวดแก้อาการปวด แก้เคล็ดขัดยอก เคล็ดบวม ข้อเท้าแพลง ข้อบวมเป็นพิษ แก้อาการปวดตามข้อ แก้ปวดเส้นประสาท ปวดขัดตามเส้นประสาท  รากและกิ่งช่วยแก้อาการปวดเมื่อตามร่างกาย ปวดเมื่อยตามข้อมือและเท้า แก้เคล็ดขัดยอก
      การบูรเมื่อนำมาผสมเป็นขี้ผึ้งจะเป็นยาร้อน ใช้เป็นยาทาแก้เพื่อถอนพิษอักเสบเรื้อรัง ปวดยอกตามกล้ามเนื้อ สะบักจม ทรวงอก ปวดร้าวตามเส้นเอ็น และโรคปวดผิวหนัง

อ้างอิง
https://medthai.com/การบูร/

กระเพราวขาว
ชื่อวิทยาศาสตร์ Ocimum tenuiflorum L.
ชื่อวงศ์  LABIATAE
ลักษณะพฤกษศาสตร์ 
     ไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบเดี่ยวเรียวตรงข้าม ดอกช่อ สีขาว
สรรรพคุณ
     ใบ/ทั้งห้า รักษาหอบหืด แก้หลอดลมอักเสบ แก้ปวดท้อง ท้องขึ้น ขับผายลม ทำให้เรอ แก้จุกเสียดแทงในท้อง
ตำรับยา/วิธีใช้
     ยาแก้หลอดลมอักเสบ ใช้ใบและดอกกินกับน้ำผึ้ง แก้หลอดลมอักเสบ หรือใช้ทั้งห้าต้มกิน
     ยาแก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ใบกระเพราผสมเหล้า ทาท้อง ผ่ามือ ผ่าเท้าเด็ก
     แก้ธาตุพิการ ใช้รากแห้งนำมาชงหรือต้มกับน้ำร้อนดื่ม ช่วยแก้โรคธาตุพิการ
     แก้ปวดมวนท้อง ช่วยแก้อาการปวดด้วยการใช้ใบกะเพรานำมาคั้นรับประทานสด 1 ถ้วยตะไล จะช่วยแก้อาการปวดมวนท้องได้เป็นอย่างดี
     แก้ลมพิษ ด้วยการใช้ใบกะเพราประมาณ 1 กำมือนำมาตำผสมเหล้าขาวแล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นลมพิษ
      รักษากลากเกลื้อน ด้วยการใช้ใบสดประมาณ 20 ใบนำมาขยี้ให้น้ำออกมา แล้วนำมาใช้ทาบริเวณที่เป็นวันละ 2-3 ครั้งจนกว่าจะหาย
     แก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย ด้วยการใช้ใบกะเพรานำมาตำผสมกับเหล้าขาว แล้วนำมาทาบริเวณที่ถูกกัด ห้ามนำมารับประทานเด็ดขาดเพราะจะมีสารยูจีนอล (Eugenol) ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหารและอาจถึงขั้นโคม่าได้ 
       เพิ่มน้ำนมให้สตรีหลังคลอดบุตร ด้วยการใช้ใบกะเพราสดประมาณ 1 กำมือ นำมาใส่แกงเลียงรับประทานบ่อย ๆ ในช่วงหลังคลอด
      ใช้ไล่ยุงหรือฆ่ายุ ด้วยการใช้ทั้งใบสดและกิ่งสด เอาใบมาขยี้แล้ววางใกล้ตัว ๆ จะช่วยไล่ยุงและแมลงได้ โดยน้ำมันกะเพราที่สกัดมาจากใบจะมีคุณสมบัติช่วยไล่ยุงได้ดีกว่าต้นสด

อ้างอิง
https://medthai.com/กระเพราขาว/



กระดูกไก่ดำ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Justica gengarussa Burm.
ชื่อวงศ์  ACANTHACEAE
ลักษณพฤกษศาสตร์  
     ไม้พุ่ม ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ดอกช่อ กลีบดอกสีขาวอมเขียว ออกที่ง่ามใบหรือปลายยอด ผลเป็นฝักยาว มีขน เมื่อแก่แตก
สรรพคุณ 
     ใบ แก้ร้อนใน แก้ไอ แก้โรคหืด รักษาโรคผิวหนัง 
     ราก แก้ท้องเสีย ขับปัสสาวะ แก้พิษงูและพิษสัตว์กัดต่อย 
     ลำต้น ขับปัสสาวะ แก้ช้ำใน
     ผล/เมล็ด น้ำมันในเมล็ด ใช้บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ เคล็ดขัดยอก กระดูกร้าว กระดูกหัก
ตำรับยา/วิธีใช้ 
     ตำรับยาแก้โรคหืด ใบสดนำมาตำคั้นเอาน้ำมาดื่ม
     ยาแก้ปวดกล้ามเนื้อ อักเสบช้ำบวม ใช้ใบสดตำพอก ประคบ
      แก้ไข้ ลดความร้อน ใช้ใบสดนำมาต้มกับน้ำดื่ม หรือจะใช้ใบนำมาตำผสมกับเหล้าคั้นเอาแต่น้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ ลดความร้อน ช่วยขับเลือดข้นในร่างกายให้กระจาย ช่วยกระจายเลือด แก้เลือดคั่งค้างเป็นลิ่มเป็นก้อน ทำให้เลือดที่อุดตันในร่างกายไหลเวียนสะดวก
     แก้อาเจียนเป็นเลือด น้ำคั้นจากใบใช้ผสมกับเหล้ากินเป็นยาแก้อาเจียนเป็นเลือด
     แก้พิษแมลงกัดต่อย รากและใบนำมาตำผสมกัน ใช้เป็นยาพอกถอนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น พิษงู ผึ้ง ต่อ แตนต่อย เป็นต้น หรือจะใช้กากของใบนำมาพอกแผลบริเวณที่ถูกกัดจะช่วยดูดพิษของอสรพิษได้ หรือจะใช้ใบนำมาขยี้ผสมกับเหล้าขาวเป็นยาทาก็ได้เช่นกัน
     สูตรตำรับสเปรย์กระดูกไก่ดำ สรรพคุณแก้อาการปวดข้อ ปวดเมื่อย ฟกช้ำ อักเสบเฉียบพลัน (ใช้ฉีดบริเวณที่มีอาการปวดหรือมีการอักเสบของข้อต่าง ๆ) ในส่วนผสมจะประกอบไปด้วย 1.สารสกัดกระดูกไก่ดำ 400 ซีซี (ระเหยแอลกอฮอล์ออก) 2.เมนทอล 60 กรัม 3.การบูร 120 กรัม 4.น้ำมันหอมระเหย 10 ซีซี (กลิ่นเปปเปอร์มินต์) และ 5.น้ำมันเขียว (Cajuput oil) 2% 8 ซีซี ส่วนวิธีการทำนั้นให้ละลายเมนทอลและการบูรให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นให้เติมสารสกัดกระดูกไก่ดำและน้ำมันเขียวลงไปคนให้เข้ากัน แต่งกลิ่นด้วยเปปเปอร์มินต์ แล้วนำไปบรรจุลงในขวดสเปรย์

อ้างอิง
https://medthai.com/กระดูกไก่ดำ/


                   กระชาย
กระชาย (กระชายขาว, กระชายเหลือง)
ชื่อสามัญ Fingerroot, Chinese ginger, Chinese keys, Galingale
ชื่อวิทยาศาสตร์ Boesenbergia rotunda (L.) Mansf.
ชื่อวงศ์ ZINGIBERACEAE
ลักษณะพฤกษศาสตร์ 
      ไม้ล้มลุก มีรากติดเป็น กระจุก มีกลิ่นหอม ใบเดี่ยว กาบใบสีแดงเรื่อๆ ดอกสีขาวอมชมพู
สรรพคุณ 
      เหง้า  แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ รักษากลากเกลื้อน แก้โรคในปาก ป้องกันโรคเหงือกและฟัน ระงับกลิ่นปาก แก้โลหิตระดู บำรุงกระดูก เป็นยาอายุวัฒนะช่วยชะลอความเสื่อมของอวัยวะ บำรุงกระดูก เป็นยาอายุวัฒนะช่วยชะลอความเสื่อมของอวัยวะ เช่น สมอง ไต หลอดเลือดและหัวใจ

ตำรับยา/วิธีใช้
     ยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ใช้เหง้าครึ่งกำมือ แล้วนำมาต้มเอาน้ำดื่ม หรือใช้ปรุงเป็นอาหาร
     ยาอายุวัฒนะ เอาหัวแก่ๆ 3 หัว ทุบให้แตกแล้วห่อด้วยผ้าขาวบางแช่น้ำผึ้ง แท้1/2 ลิตร กินครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ก่อนอาหารเย็นหรือก่อนนอน
     ยารักษาแผลในช่องปาก ปากเหม็น กระชาย 1 กำมือ มาโขลกให้ละเอียด ต้มกับน้ำ 1 ลิตร กรองได้น้ำมาใส่เกลือ 1 หยิบมือ ต้มจนเกลือละลาย นำมาอมหลังแปรงฟันสักครู่ ค่อยบ้วนทิ้งหรือกลืนลงท้องก็ไม่อันตราย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กระชาย
      แก้ฝ้าขาวในปาก ด้วยการใช้กระชายที่ล้างสะอาดนำมาบดแบบไม่ต้องปอกเปลือก แล้วใส่ในโถปั่นพอหยาบ แล้วนำมาใส่ขวดปิดฝาแช่ไว้ในตู้เย็น แล้วนำมากินก่อนอาหารครั้งละ 1 ช้อนชาเล็ก กินวันละ 3 มื้อก่อนอาหารประมาณ 15 นาที ประมาณ 1 อาทิตย์
      แก้ปวดท้อง มวนในท้อง อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ด้วยการใช้เหง้าและรากประมาณครึ่งกำมือ ถ้าสดให้ใช้ประมาณ 5-10 กรัม แต่ถ้าเป็นแห้งให้ใช้ประมาณ 3-5 กรัม แล้วนำมาต้มเอาน้ำดื่มแก้อาการ หรือจะนำมาใช้ปรุงเป็นอาหารไว้รับประทานก็ได้เช่นกัน
      แก้อาการท้องร่วง ท้องเดิน ด้วยการใช้เหง้าสด 1-2 เหง้า ใช้เหง้าที่ปิ้งไฟแล้วนำมาฝนหรือตำผสมกับน้ำปูนใส หรือจะคั้นให้ข้น ๆ แล้วนำมารับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชาก็ได้
      รักษาอาการกระเพาะปัสสาวะเกร็ง ซึ่งในกรณีนี้อาจจะต้องใช้เม็ดบัวที่ต้มแล้วนำมารับประทานร่วมด้วย
      รักษาริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้เหง้าสดประมาณ 60 กรัม (6-8 เหง้า) นำมาผสมกับเนื้อมะขามเปียกประมาณ 60 กรัม เกลือแกง 3 ช้อนแกง และนำมาตำแล้วต้มกับน้ำ 6 แก้ว แล้วเคี่ยวจนเหลือ 2 แก้ว นำมารับประทานครั้งละครึ่งแก้วก่อนนอน แล้วรับประทานติดต่อกันประมาณ 1 เดือนจนกว่าจะหาย
      รักษาโรคน้ำกัดเท้า ด้วยการใช้รากกระชายทั้งเปลือกมาล้างแล้วผึ่งให้แห้ง ฝานเป็นแว่น ๆ และนำไปบดให้เป็นผงหยาบ ๆ และใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันมะพร้าวมาอุ่นในหม้อใบเล็ก ๆ เติมผงกระชาย ใช้น้ำมัน 3 เท่าของปริมาณกระชาย แล้วนำมาหุงด้วยไฟอ่อน ๆ ราว 15-20 นาที แล้วกรองกระชายออก เก็บน้ำมันไว้ในขวดแก้วสีชา นำมาใช้ทาบริเวณที่เป็น
ประโยชน์ของกระชาย
     1.ประโยชน์กระชาย สามารถนำมาทำเป็นน้ำกระชายปั่น ดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่น บำรุงร่างกาย ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าได้เป็นอย่างดี
     2.น้ำกระชายช่วยทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่ายิ่งขึ้น ช่วยทำให้เหนื่อยลง
     3.ช่วยทำให้เส้นผมแข็งแรง เปลี่ยนผมขาวให้กลับเป็นดำ ช่วยทำให้ผมบางกลับมาหนาขึ้น และช่วยแก้ปัญหาผมหงอก ผมร่วงได้
     4.รากนำมาใช้เป็นเครื่องแกงในการประกอบอาหาร ช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อและปลาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาดุก ปลาไหล ปลากุลา เป็นต้น และยังทำให้อาหารมีกลิ่นและรสที่หอมแบบเป็นเอกลักษณ์อีกด้วย
     5.รากกระชายสามารถช่วยไล่แมลงได้ ด้วยการนำตะไคร้ ข่า หอมแดง ใบสะเดาแก่ นำมาตำผสมกันแล้วใช้ผสมกับน้ำฉีดในบริเวณที่มีแมลงรบกวน
อ้างอิง
https://medthai.com/กระชาย/

















https://medthai.com


วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2561


โครงการสวนสมุนไพร ๑๒ กลุ่มอาการ
สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ลำพญากลาง
ปีงบประมาณ ๒๕๖๑

หลักการและเหตุผล
          สมุนไพร (Herb) และ สมุนไพรไทย (Thai Herb) คือ พืช ผัก และผลไม้ที่ถูกนำมาใช้เป็นยาและสิ่งบำรุงร่างกายมานานนับพันปี โดยที่สมุนไพรเหล่านี้มีทั้งแบบนำผล ใบ ราก เปลือก ยาง เนื้อไม้ เถา หัวและดอก หรือทั้งต้นมาใช้งาน ประโยชน์และสรรพคุณของสมุนไพรไทยเหล่านี้มีทั้งการนำมารับประทานสด การนำมาต้มรับประทานแบบยาแผนโบราณ บางชนิดก็ใช้ทาหรือพอกเพื่อรักษาโรค เป็นต้น  สมุนไพรไทย มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนานควบคู่สังคมไทยนับตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ดังจะเห็นส่วนประกอบอาหารคาว-หวาน เป็นยารักษาโรคใช้ในการดูแลสุขภาพและเป็นยาอายุวัฒนะ กระทั่งการเสริมความงาม ภูมิปัญญาเหล่านี้ได้รับการสั่งสม สืบทอด และพัฒนาต่อเนื่อง สร้างคุณค่าและมูลค่าให้แก่สมุนไพรไทยจนถึงปัจจุบัน ด้วยสายพระเนตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และการใช้พืชสมุนไพรไทย ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชนคนไทยมาโดยตลอด และพระราชกรณียกิจที่ทรงเอาพระราชหฤทัยใส่นับตั้งแต่ต้นรัชกาลคือ พระราชกรณียกิจด้านแพทย์แผนไทย ทรงมีกระแสพระราชดำรัสเมื่อครั้งเสด็จทรงปลูกต้นโพศรีมหาโพธิ์ ณ สวนป่าสมุนไพรเขาหินซ้อน เมื่อวันที่ ๒๑กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ ความว่า ต้นไม้เป็นสมุนไพรทั้งสิ้น การเพาะชำ การปลูก และดูแลรักษา กรมป่าไม้ทราบดีรีบไปดำเนินการแทนกรรมการโครงการฯ พื้นที่ที่จะปลูกสมุนไพรตัวอย่างที่เพาะชำสมุนไพร ที่สร้างหลักศิลาจารึก และที่สร้างอาคารสำหรับศึกษาวิจัย จัดนิทรรศการ จัดการศึกษา ฝึกสอนอบรมนั้นให้มีพร้อมด้วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ในการริเริ่มการพัฒนาสวนสมุนไพรในประเทศไทย เพื่อให้คนไทยมีภูมิคุ้มกันสามารถพึ่งตนเองด้านสุขภาพได้ และจากพระราชกรณียกิจดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับสถาบันพระบรมราชชนก และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้จัดงาน แพทย์แผนไทย เทิดไท้เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรเมื่อวันศุกร์ที่    ๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๙ ที่ผ่านมา โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจงาน ณ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก  ในงานนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นองค์ประธานในการเปิด สวนสมุนไพร ๑๒ กลุ่มโรค ได้แก่ โรคระบบทางเดินหายใจ, โรคตา, โรคผิวหนัง, โรคระบบทางเดินอาหาร, โรคระบบทางเดินปัสสาวะ, โรคสตรีและหลังตั้งครรภ์, โรคไหลเวียนโลหิต, โรคพยาธิ, โรคประสาทและสมอง, โรคทางเพศสัมพันธ์, โรคกระดูกและข้อ, และโรคหู  โดยในสวนสมุนไพรนอกจากจะมีต้นไม้ มีป้ายชื่อพฤกษศาสตร์ พร้อมป้ายสรรพคุณที่ถูกต้องแล้ว ยังมีการเรียนรู้และการใช้สมุนไพรเพื่อให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป นำสมุนไพรไปใช้ประโยชน์ทางด้านสุขภาพได้อย่างถูกต้อง ต่อมากระทรวงสาธารณสุขร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมจัดทำแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ ๑ พ.ศ.๒๕๖๐ – ๒๕๖๔ ประกอบด้วยวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ มาตรการ และแผนงานต่างๆ ที่ครอบคลุมการพัฒนาสมุนไพรไทยตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง จากแผนแม่บทดังกล่าวจังหวัดสระบุรีได้ตอบรับแผนแม่บทแห่งชาตินั้นโดยการนำมาพัฒนาให้จังหวัดสระบุรีเป็นเมืองสมุนไพร (HERBAL CITY) โดยมีแนวทางให้พืชสมุนไพรเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพเบื้องต้น
ของประชาชนในพื้นที่ ให้ประชาชนรู้จักสมุนไพร รู้จักการใช้สมุนไพรเบื้องต้นในการดูแลสุขภาพก่อนไปพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และยังเป็นการลดรายจ่ายในการดูแลสุขภาพและรักษาพยาบาล รวมทั้งให้สมุนไพรไทยเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน
        ดังนั้นสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา นวมินทราชินี ลำพญากลางอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นเครือข่ายสุขภาพของสถาบันพระบรมชนกภายใต้การทำงานของกระทรวงสาธารณสุข สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทั้งสองมีต่อประชาชนชาวไทย รวมทั้งเห็นความสำคัญของแผนแม่บทและนโยบายข้างต้นของกระทรวงสาธารณสุขและจังหวัดสระบุรี  จึงได้จัดทำโครงการ “สวนสมุนไพร ๑๒ กลุ่มโรค ” นี้ขึ้น เพื่อเป็นการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และให้ประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรปลูกสมุนไพร พร้อมทั้งนำสมุนไพรไปใช้ประโยชน์ทางด้านการดูแลสุขภาพได้อย่างถูกต้องเหมาะสม นอกจากนี้ยังสามารถนำมาใช้ในคลินิกแพทย์แผนไทยได้อีกด้วย
วัตถุประสงค์
          ๑. เพื่อประชาสัมพันธ์พืชสมุนไพรประชาชนทั่วไปในตำบลลำพญากลาง มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรสำหรับดูแลรักษาสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว
๒. เพื่อให้ประชาชนมีทัศนคติที่ดีในการใช้สมุนไพร มีการปลูกและใช้สมุนไพรเพื่อส่งเสริมสุขภาพหรือเป็นอาหารในครัวเรือนซึ่งเป็นการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจแบบพอเพียงมาใช้เพื่อความยั่งยืน และสามารถใช้สมุนไพรรักษาอาการเบื้องต้นก่อนพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
          ๓. มีสวนสาธิตสมุนไพร ๑๒ กลุ่มโรค ๒ แห่ง คือ ๑. ที่องค์การบริการส่วนตำบลลำพญากลาง ๒. ที่สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ลำพญากลาง เพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ประชาชนที่สนใจ

งบประมาณ
จากกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่ตำบลลำพญากลางงานส่งเสริมสุขภาพ จำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท  
กลวิธีดำเนินการ
๑.      สืบค้นข้อมูล คัดเลือกพืชสมุนไพร ๑๒ กลุ่มอาการ ได้แก่
๑. สมุนไพรกลุ่มอาการโรคทางเดินหายใจ ได้แก่ กระเทียม ดีปลี มะขามป้อม มะนาว มะแว้ง
ต้น มะแว้งเครือ ช้าพลู ปีบ ฟ้าทะลายโจร ส้มป่อย เป็นต้น
๒. สมุนไพรกลุ่มโรคตา ได้แก่ กระถินไทย เข็มแดง ชุมเห็ดไทย ตำลึง หม่อน ดาวเรือง มะรุม
มะลิซ้อน อัญชัน เป็นต้น
๓. สมุนไพรกลุ่มโรคผิวหนัง ได้แก่ ทองพันชั่ง พลู น้อยหน่า ว่านหางจระเข้ เสลดพังพอน
ตัวผู้ – เสลดพังพอนตัวเมีย  เหงือกปลาหมอ มะลิ ข่า รางจืด เทียนกิ่ง หนอนตายอยาก แก้ว เป็นต้น
๔. สมุนไพรกลุ่มโรคทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ กระเจี๊ยบแดง ขลู่ ตะไคร้  เตยหอม หญ้า
หนวดแมว โด่ไม่รู้ล้ม บัวบก แห้วหมู หญ้าพันงู เป็นต้น
๕. สมุนไพรกลุ่มอาการโรคทางเดินอาหาร ได้แก่ กระชาย กะเพราะ ฝรั่ง ทับทิม มะกรูด
กล้วย มะละกอ ยอ คูณ ขี้เหล็ก ขมิ้นชัน ขิง เป็นต้น
๖. สมุนไพรกลุ่มโรคพยาธิ ได้แก่ ทับทิม น้อยหน่า มะเกลือ มะขาม มะหาด สะเดา
หนอนตายหยาก เล็บมือนาง เป็นต้น
๗. สมุนไพรกลุ่มอาการโรคทางเพศสัมพันธ์ ได้แก่ ดองดึง โด่ไม่รู้ล้ม บานไม่รู้โรย ผักปลัง
สาเก อบเชย ขันทองพยายาท เป็นต้น
๘. สมุนไพรกลุ่มอาการโรคไหลเวียนโลหิต ได้แก่ กระดังงา แคนา จำปา เจตมูลเพลิงแดง
ฝาง ชบา เพกา คำไทย ดีปลี เป็นต้น
๙. สมุนไพรกลุ่มอาการโรคประสาทและสมอง ได้แก่ มะตูม บัวหลวง บัวบก บอระเพ็ด
 กรรณิกา กระชาย กะทกรก เป็นต้น
๑๐.สมุนไพรกลุ่มอาการโรคสตรีและการผดุงครรภ์ ได้แก่ ว่านชักมดลูก ไพล หญ้าฮียุ่ม
ระย่อม รากสามสิบ ย่านางแดง เป็นต้น
๑๑.สมุนไพรกลุ่มอาการโรคกล้ามเนื้อและกระดูก ได้แก่ พลับพลึง ไพล ขัดมอน
เถาวัลย์เปรียง กระดูกไก่ดำ ลำโพงกาสลัก เป็นต้น
๑๒.สมุนไพรกลุ่มอาการโรคหู ได้แก่ หญ้างวงช้าง มะรุม เข็มป่า ผักเสี้ยน มะรุม หูปลาช่อน
เอื้องหมายนา เป็นต้น
          ๒. ศึกษา ส่วนที่นำมาใช้ สารสำคัญ สรรพคุณ วิธีการใช้ ข้อควรระวัง
          ๓. ปรับพื้นที่ให้เหมาะสมกับการปลูกสมุนไพร
          ๔. รวบรวมพืชสมุนไพรที่จะนำมาใช้ และปลูกในสวนสมุนไพร
          ๕. สรุปและประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อการเตรียมการประชาสัมพันธ์พืชสมุนไพรให้กับกลุ่มเป้าหมายต่อไป
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
          ๑. ประชาชนทั่วไปในตำบลลำพญากลาง มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรสำหรับดูแลรักษาสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว
๒. ประชาชนในตำบลลำพญากลาง มีทัศนคติที่ดีในการใช้สมุนไพร มีการปลูกและใช้สมุนไพรเพื่อส่งเสริมสุขภาพหรือเป็นอาหารในครัวเรือน และสามารถใช้สมุนไพรรักษาอาการเบื้องต้นก่อนพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
          ๓. มีสวนสมุนไพร ๑๒ กลุ่มโรค สาธิต ๒ แห่ง คือ
๑. ที่องค์การบริการส่วนตำบลลำพญากลาง       
๒. ที่สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ลำพญากลาง ที่เป็นแหล่งเรียนรู้โดยตรง



ดองดึง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Gloripsa superba L.
ชื่อวงศ์ COLCHICACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
     ไม้เถาล้มลุก มีตำต้นเป็นหัวใต้ดิน ใบเดี่ยว เรียงสลับ ดอกสีเหลือ ปลายกลีบสีแดง
สรรพคุณ
     หัว แก้ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ฟกซ้ำ บวม รักษากามโรค แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ถ้าใช้ในปริมาณมากอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ 
     ราก แก้ลมจุกเสียด ขับเสมหะ รักษาโรคผิวหนัง แก้ปวดข้อ
ตำรับยา/วิธีใช้
     ยารักษากามโรค ใช้หัวแห้งนำมาต้มเป็นยารับประทาน
     ยาแก้ปวกข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ใช้หัวสดตำพอก
ข้อควรระวัง 
      ไม่แนะนำให้ประชาชนทั่วไปนำมาใช้เองและต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์ โดยการใช้หัวดองดึงมาปรุงเป็นยานั้นจะต้องใช้ในปริมาณน้อย ๆ และเจือจางก่อนการนำมาใช้ หากใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้
โทษของดองดึง 
     แม้สารโคลชิซีน (Colchicine) จะมีประโยชน์ แต่ก็ยังมีผลเสียต่อการแบ่งตัวของเซลล์ และยังเป็นพิษต่อทางเดินอาหาร เมื่อได้รับสารชนิดนี้เข้าไปในร่างกายในปริมาณมาก หรือประมาณ 3 มิลลิกรัม อาการเป็นพิษก็จะแสดงออกมาหลังจากนั้นประมาณ 2 ชั่วโมง โดยจะมีอาการแสบร้อนในปากและลำคอ ทำให้คอแห้ง กระหายน้ำ รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก มีอาการเจ็บปวดตามตัว ระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติ คลื่นหัวใจผิดปกติจนวัดไม่ได้ อาจจะมีอาการไตวายเฉียบพลัน ปากและผิวหนังชา กลืนไม่ลง มีอาการชัก อุจจาระร่วงอย่างแรง อุจจาระมีเลือดปน ปวดท้องปวดเบ่ง ถ่ายจนไม่มีอุจจาระ มีอาการคลื่นไส้ ปั่นป่วนในท้องและอาเจียนอย่างรุนแรง ทำให้ร่างกายเสียน้ำมาก และอาจส่งผลทำให้หมดสติได้ในที่สุด
     หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน อาจเสียชีวิตได้ภายใน 3-20 ชั่วโมง โดยอุณหภูมิของร่างกายก็จะต่ำลงและเสียชีวิตในที่สุด ฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์ของสารโคลชิซีน หลังจากได้รับพิษเข้าไปประมาณ 10 ชั่วโมงจะเป็นช่วงที่มีอาการหนักสุด การขับถ่ายสารพิษออกจากร่างกายก็จะเป็นไปอย่างช้า ๆ พิษของสารชนิดนี้เกิดจากการรับประทานเข้าไปแต่ละครั้งก็จะถูกสะสมไว้ในร่างกาย และปะปนออกมากับน้ำนมของสัตว์ที่ได้สารนี้เข้าไปด้วย ซึ่งจะเป็นพิษต่อคนที่กินนมเข้าไปด้วย และนอกจากนี้สารโคลชิซีนก็ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นอหิวาตกโรค (Cholera), โรคไบรต์ดีซีส (Bright’s disease), โรคที่เกิดจากการติดเชื้อ (Typhus), อาการระคายเคืองผิวหนัง (Skin complaints), อาการปวดท้อง

 อ้างอิง
https://medthai.com


วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561



น้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ "น้ำขิง"
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ขิง สรรพคุณ



ประโยชน์ของ "ขิง"
          1. ลดอาการท้องอืด หากคุณรู้สึกท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อยให้จิบชาน้ำขิงหรือกินขิงสดจะทำให้คุณรู้ดีขึ้น หรือถ้าหากคุณเกิดอาการท้องอืดจากการกินถั่วละก็ คราวหน้าลองฝานถั่วบาง ๆ ลงไปในอาหารที่มีถั่ว นั่นก็จะช่วยลดอาหารท้องอืดได้ เพราะขิงนั้นเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน สามารถช่วยขับลม และกระตุ้นการทำงานของลำไส้ทำให้ อาการท้องอืดบรรเทาลงได้  
          2.ช่วยบรรเทาอาการไมเกรน จากการศึกษาพบว่า การรับประทานขิงตอนที่อาการไมเกรนใกล้กำเริบนั้น จะช่วยทำให้ความเจ็บปวดจากอาการไมเกรนลดลงได้ เพราะขิงจะไปช่วยสกัดการฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการอักเสบ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาอื่น แสดงให้เห็นอีกว่าขิงสามารถช่วยรักษาอาการไขข้ออักเสบ โดยพบว่าผู้ที่มีอาการของโรคข้อเข่าเสื่อมหรือโรครูมาตอยด์มีอาการลดลงเมื่อบริโภคขิงผงเป็นประจำทุกวัน
         3. ช่วยป้องกันมะเร็ง  ขิงมีคุณสมบัติในการช่วยต่อสู้กับโรคมะเร็ง โดยมีการศึกษาพบว่าขิงช่วยทำให้เซลล์มะเร็งภายในรังไข่ตาย เพราะในขิงมีสารเคมีธรรมชาติที่ไปช่วยกระตุ้นเอนไซม์กลูตาไธโน-เอส-ทรานสเฟอรเรส ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยป้องกันมะเร็งได้ นอกจากนี้ยังพบอีกว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มีขิงเป็นส่วนประกอบยังช่วยลดอาการอักเสบในลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย
          4. ช่าวยบรรเทาอาการคลื่นไส้ ขิงสามารถบรรเทาอาการคลื่นไส้ได้ โดยชาวเอเชียนั้นมักจะใช้ขิงในการช่วยบรรเทาอาการเมารถ หรือเมาเรือ นอกจากนี้ยังมีหลายการศึกษาพบว่าขิงสามารถช่วยป้องกันและบรรเทาอาการอาเจียนหลังจากการผ่าตัดและยังช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้และอาเจียนในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่เข้ารับเคมีบำบัดได้อีกด้วย
          5. ช่วยลดน้ำตาลในเลือด มีการศึกษาใหม่พบว่า ขิงผงนั้นสามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ โดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แต่ก็ควรที่จะปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานขิงร่วมกับยา เพราะขิงอาจทำปฏิกิริยากับยาที่ใช้รักษาได้ และควรติดตามผลระดับน้ำตาลอย่างใกล้ชิด เพราะหากรับประทานขิงมากเกินไปก็อาจจะทำให้ระดับอินซูลินลดลงมากเกินไปจนอยู่ในขีดอันตรายได้

ข้อควรระวังในการทานขิง
       1. อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ได้  มีบางการศึกษาพบว่าขิงมีความเชื่อมโยงกับภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์และการแท้ง แต่ในการตั้งครรภ์รายอื่น ๆ นั้นไม่พบว่าการรับประทานขิงจะทำให้เกิดอาการเหล่านั้นขึ้น แถมยังช่วยลดอาการคลื่นไส้จากการแพ้ท้องได้อีกด้วย ดังนั้นคุณควรไปปรึกษาแพทย์ก่อนจะที่ใช้ขิงในการรักษาอาการแพ้ท้องด้วยตนเองค่ะ
       2. ทำให้เกิดแผลร้อนในภายในปากได้ ขิงเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน ถ้าหากรับประทานเข้าไปในปริมาณที่มากก็จะสามารถเยื่อบุภายในช่องปากเกิดการอักเสบจนเป็นอาการร้อนในได้ ดังนั้นไม่ควรรับประทานขิงมากจนเกินไปค่ะ
         3. ยับยั้งการแข็งตัวของเลือด การศึกษาหนึ่งในออสเตรเลียพบว่า ขิงนั้นมีสรรพคุณในการต้านการแข็งตัวของเลือดมากกว่ายาแอสไพริน สถาบันสุขภาพของออสเตรเลียได้ออกคำเตือนให้งดการรับประทานขิงในขณะที่ใช้ยาละ]ายลิ่มเลือดเพราะจะทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดอาการห้อเลือดหรืออาการเลือดออกได้ ดังนั้นถ้าหากคุณมีอาการเลือดออกผิดปกติหรือกำลังใช้ยาละลายลิ่มเลือด ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานขิง
ข้อมูล : https://health.kapook.com/view95236.html

ส่วนผสม
           1.ขิงสด 15 กรัม (ขนาด 1″x1.5″ 5 ชิ้น )
           2.น้ำเชื่อม 15 กรัม ( 1 ช้อนคาว )
           3.น้ำเปล่า 240 กรัม ( 16 ช้อนคาว )

วิธีทำ

            นำขิงมาปอกเปลือกล้างให้สะอาด หั่นเป็นแว่นใส่หม้อใส่น้ำ ตั้งไฟต้ม จนเดือดสักครู่ยกลง กรองเอาขิงออก ใส่น้ำเชื่อม ชิมรสตามชอบ หรืออีกวิธีหนึ่ง ใช้เหง้าขิงแก่ฝนกับน้ำมะนาว ใช้กวาดคอ หรือใช้เหง้าขิงสด ตำผสมน้ำเล็กน้อย คั้นเอาน้ำและใส่เกลือนิดหน่อยใช้จิบบ่อยๆ
ข้อมูล : http://tonpalmkanokan-healthy.blogspot.com/2012/05/blog-post_5814.html