วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561

ย่านาง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Limacia triandra Miers
ชื่อวงศ์ MENISPERMACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
     เป็นเถาไม้เลื้อยเกี่ยวพันกับต้นไม้อื่น ต้นเป็นเถาเกี่ยวพันกับไม้อื่น มีลักษณะกลมเล็ก เหนียว มีสีเขียว และ เถาแก่มีสีเขียวเข้ม ผิวค่อนข้างเรียบ  รากเป็นมีหัวอยู่ใต้ดิน มีขนาดใหญ่  ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกติดกับลำต้นแบบสลับ ใบเหมือนรูปไข่ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ สีเขียว ใบเป็นมัน ดอกออกเป็นช่อ ดอกออกตามซอกใบ และ ซอกโคนก้าน ขนาดเล็ก สีเหลือง ออกดอกช่วงเดือนเมษายน ผล มีลักษณะกลมรี เล็ก สีเขียว ผลแก่เป็นสีเหลืองอมแดง มีเมล็ดลักษณะแข็ง รูปเกือกม้า
สรรพคุณ
ราก  มีรสขม สรรพคุณแก้ไข้ รักษาไข้ทับระดู แก้พิษเมา บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ แก้ปวดท้อง รักษาอีสุกอีใส รักษามาลาเรีย ขับพิษ
     ใบ มีรสขมจืด สรรพคุณแก้ไข้ เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยชะลอวัย เพิ่มภูมิต้านทานโรค บำรุงกำลัง ลดความอ้วน ปรับสมดุลย์ร่างกาย ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันมะเร็ง ช่วยลดความดัน บำรุงหัวใจ บำรุงตับ บำรุงไต ช่วยรักษาอัมพฤกษ์ ช่วยรักษาอาการชักเกร็ง บำรุงผิว แก้เวียนหัว ช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ รักษาโรคเบาหวาน ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ช่วยแก้ปวดตามกล้ามเนื้อ รักษาเหงือกอักเสบ ช่วยให้นอนหลับสบาย ช่วยบำรุงสายตา แก้เสมหะเหนียว รักษาไซนัสอักเสบ ช่วยลดการนอนกรน รักษาโรคหอบหืด รักษาโรคตับอักเสบ รักษาอาการท้องเสีย ช่วยแก้อาการท้องผูก รักษาโรคกระเพาะอาหาร รักษาลำไส้อักเสบ ช่วยรักษาปัสสาวะขัด ช่วยรักษามดลูกโต แก้ปวดมดลูก รักษาโรคต่อมลูกหมากโต รักษาอาการตกขาว ช่วยป้องกันโรคเกาต์ ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
     ข้อควรระวัง
     น้ำใบย่างนาง มีกลิ่นแรง กินยาก สำหรับคนที่ไม่ชินกับการกินน้ำใบย่างนาง อาจทำให้อาเจียน หรือ เกิดอาการแพ้ได้
     การดื่มน้ำย่านาง ควรดื่มก่อนกินอาหาร หรือ ดื่มตอนท้องว่าง ควรดื่มในปริมาณที่พอดี ไม่มากเกินไป
ผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย ไม่ควรดื่มน้ำใบย่านาง เพราะ สารอาหาร เช่น วิตามินเอ ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม ที่มีใบย่านางจะทำให้เกิดการคั่ง ส่งผลต่อความสามารถในการทำงานของไต
     การกินอาหารเสริมที่ได้จากใบย่านาง เช่น แคปซูลใบย่านาง เครื่องดื่มสมุนไพรใบย่างนาง อาจมีสารเคมีเจือปน หากขั้นตอนการผลิตไม่ได้มาตราฐาน เพื่อความปลอดภัย ควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้จะดีที่สุด

อ้างอิง
https://beezab.com/ใบย่านาง
มะเฟือง
ชื่อวิทยาศาสตร์  Averrhoa carambola L.
ชื่ิอวงศ์  OXALDACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
     ไม้ต้นขนาดเล็ก ใบประกอบปลายใบคี่ เรียงสลับ ดอกสีม่วง ผลเป็นเหลี่ยม
สรรพคุณ
     เปลือก  แก้ไข้และแก้ท้องเสีย
     ใบ ขับปัสสาวะ แก้เม็ดผดผื่น ห้ามเลือด แก้ปวด
     ผล แก้ไอ ขับเสมหะแก้กระหายน้ำ แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้บิด ลดอักเสบ บวม ขับนิ่ว ขับปัสสาวะ
ตำรับยา/วิธีใช้
     ยาขับนิ่ว ใช้ผล ผสมกับสารส้ม หรือสุรากินแก้โรคนิ่ว
     แก้ไข้ ขับระดู ขับปัสสาวะ ด้วยการนำใบมะเฟืองมาต้มผสมกับน้ำ
     รักษากลาก เกลื้อน ด้วยการนำใบสดของมะเฟืองมาตำแล้วนำมาพอก
     ลดอาการอักเสบ ช้ำบวม ด้วยการนำใบสดของมะเฟืองมาตำแล้วนำมาพอก
     รักษาตุ่มอีสุกอีใสตามร่างกาย ด้วยการนำใบสดของมะเฟืองมาตำแล้วนำมาพอก
     ดับพิษร้อนในร่างกาย เมื่อนำส่วนรากมะเฟืองมาต้มเป็นน้ำดื่ม
     บรรเทาอาการปวดศีรษะ เมื่อนำส่วนรากมะเฟืองมาต้มเป็นน้ำดื่ม
     บรรเทาอาการปวดข้อต่าง ๆ ตามร่างกาย เมื่อนำส่วนรากมะเฟืองมาต้มเป็นน้ำดื่ม
     บรรเทาอาการปวดแสบในกระเพาะอาหาร เมื่อนำส่วนรากมะเฟืองมาต้มเป็นน้ำดื่ม

     คุณค่าทางโภชนาการของผลมะเฟืองสด ต่อ 100 กรัม
     -พลังงาน 31 กิโลแคลอรี
     -คาร์โบไฮเดรต 6.73 กรัม
     -น้ำตาล 3.98 กรัม
     -เส้นใย 2.8 กรัม
     -ไขมัน 0.33 กรัม
      -โปรตีน 1.04 กรัม
      -ลูทีนและซีแซนทีน 66 ไมโครกรัม
      -วิตามินบี 1 0.014 มิลลิกรัม 1%
      -วิตามินบี 2 0.016 มิลลิกรัม 1%
      -วิตามินบี 3 0.367 มิลลิกรัม 2%
      -วิตามินบี 5 0.391 มิลลิกรัม 8%
      -วิตามินบี 6 0.017 มิลลิกรัม 1%
      -วิตามินบี 9 12 ไมโครกรัม 3%
      -โคลีน 7.6 มิลลิกรัม 2%
      -วิตามินซี 34.4 มิลลิกรัม 41%
      -วิตามินอี 0.15 มิลลิกรัม 1%
      -ธาตุแคลเซียม 3 มิลลิกรัม 0%
      -ธาตุเหล็ก 0.08 มิลลิกรัม 1%
      -ธาตุแมกนีเซียม 10 มิลลิกรัม 3%
      -ธาตุแมงกานีส 0.037 มิลลิกรัม 2%
      -ธาตุฟอสฟอรัส 12 มิลลิกรัม 2%
      -ธาตุโพแทสเซียม 133 มิลลิกรัม 3%
      -ธาตุโซเดียม 2 มิลลิกรัม 0%
      -ธาตุสังกะสี 0.12 มิลลิกรัม 1%
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)
“ผู้ที่สุขภาพเป็นปกติรับประทานมะเฟืองได้ แต่อย่ารับประทานบ่อย เน้นรับประทานมะเฟืองหวาน ผู้ที่เป็นหรือมีความเสี่ยงต่อโรคไต ห้ามรับประทานเด็ดขาด”

อ้างอิง

https://medthai.com/มะเฟือง/

ตะลิงปลิง
ชื่อวิทยาศาสตร์  Averrhoa bilimbi L.
ชื่อวงศ์  OXALIDACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
     ไม้ต้นขนาดเล็ก ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวียนรอบกิ่ง ดอกสีแดงคล้ำมีกลิ่นหอม
สรรพคุณ
     ใบ รักษาลำไส้ใหญ่อักเสบ รักษากามโรค รักษาสิว แก้คัน แก้คางทูม
     ดอก แก้ไอ
     ผล ช่วยเจริญอาหาร แก้ปวดกระดูก แก้เลือดออกตามไรฟัน และรักษาริดสีดวงทวาร
ตำรับยา/วิธีใช้
     ยาแก้กามโรค  ใช้ใบต้มหรือตากแห้งแลัวบดชงน้ำร้อนดื่ม
     แก้ไอ ดอกตะลิงปลิงนำมาชงเป็นชาดื่มช่วยแก้อาการไอ
     แก้อาการคัน ใบตะลิงปลิงใช้พอกแก้อาการคัน ลดอาการบวมแดงให้หายเร็วขึ้น หรือใช้ต้มอาบก็ได้
     รักษาอาการอักเสบของลำไส้ ใช้ใบหรือราก ต้มดื่ม
      คุณค่าทางโภชนาการของตะลิงปลิง (เฉพาะส่วนที่กินได้) ต่อ 100 กรัม
     -โปรตีน 0.61 กรัม
     -แคโรทีน 0.035 มิลลิกรัม
     -วิตามินบี 1 0.010 มิลลิกรัม
     -วิตามินบี 2 0.026 มิลลิกรัม
     -วิตามินบี 3 0.302 มิลลิกรัม
     -วิตามินซี 15.5 มิลลิกรัม
     -ธาตุแคลเซียม 3.4 มิลลิกรัม
     -ธาตุเหล็ก 1.01 มิลลิกรัม
     -ธาตุฟอสฟอรัส 11.1 มิลลิกรัม
     ข้อมูลจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (EN)











อ้างอิง
https://medthai.com/ตะลิงปลิง/

ลำโพง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Datura metel L.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Datura alba Rumph. ex Nees 
ชื่อวงศ์ SOLANACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
   จัดเป็นไม้ล้มลุก ที่มีอายุประมาณ 1-2 ปี ลำต้นมีขนาดเล็กเท่าต้นมะเขือพวง มีความสูงของลำต้นประมาณ 2 เมตร ลำต้นกลมตั้งตรง แตกกิ่งก้านออกไปรอบ ๆ ต้น ลำโพงขาวต้นจะเป็นสีเขียว ลำต้นเปราะแต่เปลือกต้นเหนียว ทั้งต้นไม่มีขนปกคลุม ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด
     ใบเป็นใบเดี่ยวขนาดใหญ่ ออกเรียงสลับ แต่ใบบริเวณปลายกิ่งเกือบจะเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบคล้ายกับใบมะเขือพวงเชนกัน แผ่นใบเป็นรูปไข่หรือค่อนข้างกลมเล็กน้อย ปลายใบแหลม โคนใบเฉียงและเว้าเข้าหากันแต่มีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนขอบใบเป็นคลื่นและหยักเป็นซี่ฟันหยาบ ๆ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 8-15 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร ใบเป็นสีเขียวอ่อน ก้านใบยาวประมาณ 2-6 เซนติเมตร
     ดอกเดี่ยวตามง่ามใบหรือส่วนยอดของต้น ลักษณะของดอกเป็นรูปแตรหรือลำโพงขนาดใหญ่ ดอกจะมีความยาวประมาณ 3.5-5.5 นิ้ว โคนดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายบานออกเป็นรูปแตรชั้นเดียว ดอกเป็นสีขาวและมีขนปกคลุม (แต่ถ้าเป็นลำโพงกาสลัก ดอกจะเป็นสีม่วงและปลายกลีบซ้อนกันประมาณ 2-3 ชั้น) โคนดอกมีกลีบเลี้ยงสีเหลืองอ่อนหรือสีเขียวหุ้มอยู่ และยาวประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวดอก กลีบดอกยาวประมาณ 7-15 เซนติเมตร ส่วนกลีบเลี้ยงดอกยาวประมาณ 4-6 เซนติเมตร ดอกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5-7.5 เซนติเมตร แตกออกเป็น 5 แฉก ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน และเกสรเพศเมีย 1 อัน
     เมื่อดอกร่วงโรยไปจะติดผล ลักษณะของผลเป็นลูกกลมขนาดเท่ากับผลมะเขือเปราะ แต่ปกคลุมไปด้วยหนามแหลมยาวทั้งผล ผลอ่อนเป็นสีเขียว ส่วนผลแก่เป็นสีน้ำตาลอ่อน ผลมีขนาดโตประมาณ 1-1.5 นิ้ว เมื่อแก่จัดผลจะแตกภายในแบ่งเป็น 4 ซีก ภายในมีเมล็ดเป็นจำนวนมาก เมล็ดเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำและมีลักษณะแบน เป็นรูปสามเหลี่ยม
     สรรพคุณ
     เมล็ด บำรุงประสาท รักษาหูน้ำหนวก แก้ปวดกระเพราะ แกโรคผิวหนังรักษากลากเกลื้อน แก้ปวดเมื่อย
     ดอก แก้อาการหอบหืด แก้การตีบตัวของหลอดลม
     ใบ  แก้อาการปวดหู แก้คลื่นไส้อาเจียรจากการเมารถเมาเรือ แก้พิษแมลงกัดต่อย
     ราก ลดอาการบวม อักเสบ แก้พิษร้อน ดับพิษร้อน 
     ตำรับยา/วิธีใช้
     แก้อาการหอบหืด  นำดอกมาหั่นตากแห้งผสมกับยาฉุนสูบแก้อาการหอบหืด แก้การตีบตัวของหลอดลม โดยให้ใช้สูบตอนที่มีอาการหอบหืดกำเริบ ให้สูบจนกว่าอาการจะหายไป 
      ข้อควรระวัง วิธีนี้เด็กไม่ควรใช้ และไม่ควรสูบมากจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้ได้รับพิษได้
     ดับพิษร้อน แก้พิษร้อน ใช้รากฝนทาบริเวณที่มีอาการ
     แก้อาการปวดเมื่อย 
     - ใช้เมล็ดประมาณ 30 กรัม นำมาทุบให้พอกแหลก แล้วแช่กับน้ำมันพืชไว้ประมาณ 7 วัน (เช่น น้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันงา ฯลฯ หรือนำมาดองกับเหล้าก็ได้) ใช้ทาบริเวณที่มีอาการปวดเมื่อยหรือขัดยอก จะช่วยบรรเทาอาการปวดลงได้
     - ใช้เมล็ดมีสรรพคุณเป็นยาแก้ปวด แก้ชัก แก้เหน็บชาเนื่องจากลมชื้น และช่วยขับลม ส่วนเมล็ดที่นำไปคั่วให้น้ำมันในเมล็ดออก ใช้เป็นยาแก้ปวดข้อ ขาบวม ปวดบวม แก้พิษฝี ส่วนมากใช้เป็นยาภายนอก
     - ใช้ดอกลำโพงมาดองกับเหล้า 500 ซีซี เป็นเวลา 2 สัปดาห์ แล้วนำมารับประทานครั้งละ 1 ถ้วยชาจีน วันละ 2 ครั้ง จะช่วยแก้อาการปวดเมื่อยได้


อ้างอิง
https://medthai.com/ลำโพง
พริกไทย
ชื่อวิทยาศาสตร์  Piper nigrum L.
ชื่อวงศ์ PIPERACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
     ไม้เถามีรากยึดเกาะไปตามต้นไม้ ใบเดี่ยว เรียงสลับ ดอกช่อ สีขาวแกมเขียว ผลกลม รสเผ็ดร้อน
     พริกไทยเป็นต้นไม้ที่มีอายุยืน จัดอยู่ในประเภทไม้เลื้อย สูงประมาณ 5 เมตร ลักษณะของลำต้นจะเป็นข้อ ๆ ลักษณะของใบพริกไทยจะมีสีเขียวสด ใบใหญ่คล้ายใบโพ ส่วนลักษณะของดอกพริกไทยจะมีขนาดเล็ก จะออกช่อตรงข้อของลำต้น มีลักษณะเป็นพวง ซึ่งจะมีเมล็ดกลม ๆ ติดกันอยู่เป็นพวง สรรพคุณ
     ใบ แก้ลมจุกเสียด
     ดอก แก้ตาแดง
     ผล ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืดเฟ้อ ช่วยเลือดลมไหลเวียนดี บำรุงกำลัง ช่วยเจริญอาหาร ขับปัสสาวะ และกระตุ้นประสาท
ตำรับยา/วิธีใช้
     ยาแก้ลมจุกเสียด ดีปลี พริกไทย กระวาน กานพลู หัสคุณ ผิวมะกรูด อย่างละเท่ากัน บดละลายน้ำร้อนกิน ครั้งละ 1 ช้อนชา
     ยาบำรุงกำลัง  พริกไทยป่น 1 ช้อนชาพูนๆ กับเกลือเล็กน้อย ผสมไข่ลวก 2 ฟองกับน้ำร้อน ตีให้แตก กินทุกเช้า
     ช่วยแก้ไข้เรื้อรัง ด้วยการใช้พริกไทยดำ ใบบัวบกแห้ง ใบกะเพราแห้ง อย่างละเท่า ๆ กัน นำมาบดเป็นผง ปั้นเป็นเม็ดเล็ก ๆ กินครั้งละ 1 เม็ด เช้าและเย็น
     ช่วยรักษาอาการเมื่อยขบ เป็นเหน็บชาง่ายในช่วงฤดูฝนหรือฤดูหนาว โดยใช้พริกไทย น้ำกะทิ และไข่ไก่ ตีให้เข้ากันแล้วตุ๋นจนสุก และนำพริกไทยขาวเข้าเครื่องยากับเปลือกไข่ไก่ นำไปผิงไฟให้เหลือง แล้วนำมาบดเป็นผงผสมกับน้ำต้มสุก และยังช่วยรักษาอาการชักจากการขาดแคลเซียมได้อีกด้วย
      รักษากระดูกหัก ด้วยการใช้พริกไทย 5 เมล็ด เปลือกต้นของสบู่ขาว และต้นส้มกบ นำมาตำผสมเหล้าขาวแล้วผัดให้อุ่น พอกให้หนา และใช้ไม้พันผ้าให้แน่น
      ใช้ทำเป็นยาแก้ผอมแห้งแรงน้อย ด้วยการใช้พริกไทยขาว ข้าวสารคั่วเกลือทะเล อย่างละเท่า ๆ กัน นำมาบดจนเป็นผงและปั้นผสมกับน้ำผึ้ง ขนาดเท่าเมล็ดพุทรา รับประทานก่อนอาหารเช้า เย็น และก่อนนอน ครั้งละ 1 เม็ด จะช่วยทำให้สุขภาพอนามัยดีขึ้นภายในเวลาไม่เกิน 3 เดือน
     ช่วยทำให้ผิวสวย ด้วยการใช้พริกไทย ขมิ้นอ้อย กระชาย แห้วหมู นำมาทุบแล้วดองด้วยน้ำผึ้ง นำมารับประทานก่อนนอนทุกวัน จะช่วยทำให้ผิวสวยใสมากยิ่งขึ้น
     ต่อต้านความอ้วน พริกไทยดำมีสรรพคุณช่วยต่อต้านความอ้วน เพราะมีสารพิเพอรีนที่มีรสฉุนและเผ็ดร้อน จึงช่วยขัดขวางไม่ให้เซลล์ไขมันใหม่ก่อตัวขึ้น
     ในปัจจุบันพริกไทยดำได้ถูกนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย (Black pepper oil) ซึ่งมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ต้านพิษต่าง ๆ ช่วยทำให้เจริญอาหาร แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยในการย่อยอาหาร รักษาโรคกระเพาะ ใช้เป็นยาระบาย ช่วยบรรเทาอาการปวด ลดอาการกล้ามเนื้อกระตุก ช่วยกระตุ้นกำหนัด ขับเหงื่อ ลดไข้ และช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท (น้ำมันพริกไทย)











อ้างอิง
https://medthai.com/พริกไทย/
ทับทิม
ชื่อวิทยาศาสตร์  Punica granatum L.
ชื่อวงศ์  LYTHRACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
     ไม้พุ่ม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ดอกสีแดง ผลกลม มีเมล็ดจำนวนมาก เนื้อหุ้มเมล็ดสีชมพูอมแดง
สรรพคุณ
     เปลือกรากและเปลือกต้น ขับพยาธิตัวตืด และพยาธิไส้เดือน
     เปลือกผล แก้ท้องเสีย รักษาแผลเน่าเปื่อยเรื้อรัง แก้โรคผิวหนัง
     น้ำคั้นจากเนื้อหุ้มเมล็ด แก้เลือดออกตามไรฟัน
ตำรับยา/วิธีใช้
     ยาขับพยาธิในลำไส้ ใช้เปลือกต้มรับประทานและรับประทานยาถ่ายตามหลัง
     ยาแก้ท้องเสีย นำใบหรือยอดทับทิมมาย่างไฟอ่อนๆ แล้วต้มกับน้ำสุก นำน้ำสุกมาดื่ม เปลือกทับทิมสามารถรักษาโรคท้องเดินและโรคบิดได้ เพราะมีสารในกลุ่มแทนนินอยู่ในปริมาณมาก    ยาต้มจากเปลือกผลช่วยรักษาอาการอุจจาระร่วงได้ โดยช่วยลดจำนวนครั้งในการขับถ่ายและทำให้ระยะเวลาเริ่มถ่ายครั้งแรกนานขึ้น
     ผิวหน้าเต่งตึง น้ำทับทิมมีคุณสมบัติช่วยให้ผิวหน้าเต่งตึง ด้วยการนำน้ำทับทิมประมาณ 1 ช้อนชามาทาทิ้งไว้บนใบหน้าประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออก
     ขับพยาธิตัวตืดและพยาธิตัวกลม เปลือกต้นและเปลือกรากของทับทิมสามารถใช้เป็นยาขับพยาธิตัวตืดและพยาธิตัวกลมได้เป็นอย่างดี ด้วยการนำเปลือกของรากและต้นที่ยังสด ๆ ประมาณครึ่งกำมือ เติมกานพลูลงไปเล็กน้อยเพื่อแต่งรส นำมาต้มกับน้ำ 3 ถ้วยแก้ว เคี่ยวจนเหลือถ้วยครึ่ง แล้วนำมารับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ หลังจากนั้น 2 ชั่วโมงจึงรับประทานยาถ่าย เช่น ดีเกลืออีก 2 ช้อนโต๊ะตามไปอีกครั้งหนึ่ง
     ห้ามเลือด ดอกทับทิมใช้ห้ามเลือดได้ ด้วยการนำดอกแห้งมาบดให้ละเอียดแล้วนำมาทาหรือโรยใส่บริเวณบาดแผล


อ้างอิง
https://medthai.com/ทับทิม/


ผักหวานบ้าน
ชื่อวิทยาศาสตร์  Sauropus androgynus (L.) Merr.
ชื่อวงศ์  EUPHORBIACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
     ไม้พุ่ม ใบเดี่ยวเรียงสลับ ดอกช่อออกที่ง่ามใบ กลีบเลี้ยงสีเหลืองหรือแดงเข้ม ผลกลมแป้นสีขาวอมชมพู
สรรพคุณ
     ราก แก้ไข้ ถอนพิษไข้กลับ แก้ลงท้อง
     ลำต้นและใบ แก้ตาอักเสบ แผลในจมูก
     ใบ แก้กำเดา บำรุงน้ำนม บำรุงผม แก้ตัวร้อนในเด็ก
แก้ผดผื่นคัน
     ดอก ขับโลหิต
     ผล บำรุงร่างกาย บำรุงน้ำนม
ตำรับยา/วิธีใช้
     ยาบำรุงน้ำนม เอายอดมาทำอาหารให้ผู้หญิงหลังคลอด หรือกินผล
     รักษาโรคที่เกิดจากธาตุไฟ ตำรายาพื้นบ้านล้านนาจะใช้รากผักหวานเข้าตำรับยารักษาอาการที่เกิดจากธาตุไฟ ได้แก่ โรคขางทุกชนิด (อาการแสดงของธาตุไฟกระทำโทษ) เช่น ขางทำให้มีอาการเสียดด้านข้าง เสียดท้อง ไอ ร้อน ง่วงนอน ขางไฟ ขางแกมสาน ขางรำมะนาดเจ็บในคอ ขางปิเสียบ เป็นอาการจุกเสียดและร้อน ใจสั่น เป็นต้น หรือใช้รักษามะเร็งก้อนเนื้อหรือเนื้องอกที่ผิดปกติ ฝีสาร ซึ่งจะใช้เป็นยาชะล้างฝีที่มีอาการร้อน และยังใช้เข้าตำรับยารักษามะเร็งไฟ มะเร็งคุด สันนิบาตฝีเครือ
     รักษาแผลในจมูก ต้นและใบนำมาตำผสมกับรากอบเชยใช้เป็นยาพอก รักษาแผลในจมูก
     แก้ฝ้าขาวในทารก ใช้เป็นยาทาป้ายแผลในปาก แก้ฝ้าขาวในเด็กทารก ด้วยการใช้น้ำคั้นจากใบผักหวานบ้านสด นำมาต้มใส่น้ำผึ้งแล้วนำมาทาลิ้นและเหงือกของทารกที่เป็นฝ้าขาว

     รักษาโรคเลือดลม ตำรับยารักษาโรคเลือดลมระบุให้ใช้รากผักหวานบ้าน รากชะอม รากชุมเห็ดเทศ รากมะกอกเผือก รากมะกอกฟานซ้อม รากมะลืมดำ รากมะลืมแดง รากหญ้าขัด กระดูกหมาดำ แก่นจันทนา แก่นจันทน์แดง งาช้าง นำมาฝนกับน้ำข้าวเจ้า ใช้กินรักษาโรคเลือดลม และถ้าเป็นมากจนตัวแดงให้นำมาทาด้วย 
    แก้ไข้ รากมีรสเย็น น้ำต้มกับรากใช้กินเป็นยาลดไข้ แก้ไข้ ถอนพิษไข้ แก้ตัวร้อน แก้ไข้กลับไข้ซ้ำ ส่วนใบใช้ปรุงเป็นยาเขียว แก้ไข้ 
    แก้ไข้ แก้หัดอีสุกอีใส หมอยาพื้นบ้านทางภาคเหนือจะใช้รากผักหวานบ้าน รากมะแว้ง รากรากผักดีด แก่นในของฝักข้าวโพดอย่างละเท่ากัน นำมาฝนกับน้ำให้เด็กหรือผู้ใหญ่กินเป็นยาแก้ไข้ แก้ขัด ไข้
อีสุกอีใส
     แก้มะเร็งคุ  (อาการปวดตัวลงข้อ เจ็บศีรษะ เจ็บเอวปวดข้อ)รากผักหวานบ้านใช้ผสมกับรากสามสิบ รากถั่วพู รากรางเย็น รากมังคะอุ้ย ดอกหงอนไก่ไทย ไม้มะแฟน หอบกาบและงาช้าง นำมาฝนกับน้ำผสมกับข้าวสุกกินเป็นยารักษาโรคมะเร็งคุด 
     ส่วนอีกตำรับให้ใช้รากหรือต้นผักหวานบ้าน นำมาผสมกับแก่นคูน แก่นขี้เหล็ก แก่นขนุนเทศ งาช้าง ต้นแก้งขี้พระร่วง ต้นขมิ้นเครือ ต้นคนทา ต้นเหมือดคน รากชิงชี่ เมล็ดมะค่าโมง เมล็ดสะบ้าลิง และกาบล้าน นำมาฝนใส่ข้าวเจ้ากินเป็นยาแก้มะเร็งคุด 

     หมายเหตุ : การนำผักหวานมาใช้เป็นยาสมุนไพร ถ้าเป็นใบให้ใช้ใบสด ส่วนรากให้เก็บเมื่อมีอายุ 2 ปีขึ้นไป แล้วนำมาทำให้แห้งก่อนนำไปใช้
     ข้อควรระวัง  ไม่ควรนำผักหวานบ้านมารับประทานแบบสด ๆ ในจำนวนมาก เนื่องจากผักชนิดนี้มีสาร Papaverine ที่เป็นพิษต่อปอด ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ และท้องผูกได้ และยังมีรายงานว่าผู้ที่เป็นโรคเนื้อเยื่อปอดถูกทำลายชนิด bronchiolitis obliterans (SABO) syndrome นั้น สาเหตุมาจากการรับประทานผักหวานเป็นจำนวนมากเพื่อต้องการลดน้ำหนัก

อ้างอิง
https://medthai.com/ผักหวานบ้าน/